|
|
|
ตั๋วเครื่องบิน
|
โรงแรมที่พัก |
รายการทัวร์ | รถเช่า
|
บริการวีซ่า
| ร้านอินเตอร์เนต
|
สมุดเยี่ยม |
เวบบอร์ด |
รวมลิ้งค์
บันทึกนักเดินทาง - เที่ยวอุ่นใจในเบลเยียม พฤษภาคม มีนาคม 2546
โดย มุนาซัง
ตอนแรกฉันไม่ได้จัดเอาประเทศเบลเยียมเข้าไว้ในแผนตะลอนยุโรปช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเลย แต่เนื่องจากทนเพื่อนรบเร้าไม่ไหวก็จำเป็นต้องยกเลิกโครงการไปเที่ยวที่อื่นๆ ไว้ทั้งหมด ยังไงเพื่อนเราก็ต้องมาก่อนวันยังค่ำล่ะนะ.......... ประเทศเบลเยียมตั้งอยู่ในตอนกลางของทวีปยุโรป โดยมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก ทั้งสามประเทศนี้รวมกันเรียกว่า กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ( Benelux ) นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่ติดกับประเทศเยอรมนี และฝรั่งเศสด้วย เบลเยียมได้เข้าเป็นสมาชิกเครือสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 มีเมืองหลวงคือกรุงบรัสเซลส์ ( Brussels ) มีพื้นที่กว่า 30,500 ตารางกิโลเมตร ประชากรจำนวนประมาณ 10 ล้านคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ใจจริงฉันอยากจะนั่งรถไฟไปคนเดียวแต่คู่หูของฉันในคราวนี้คือคุณโอลี่ไม่ยอมให้ฉันออกตะลอนคนเดียว สุดท้ายก็เลยต้องมาทนขับรถให้คุณนายอย่างฉันได้ไปเที่ยวและเยี่ยมเพื่อนด้วยตามระเบียบ ส่วนเพื่อนก็แสนจะดีใจเหลือหลาย เตรียมจัดหาที่พัก สำรวจราคาและจองให้พวกเราเสร็จสรรพ พร้อมทั้งเตรียมวันหยุดวันลาเพื่อที่จะได้พาเราเที่ยวได้อย่างเต็มที่ จากเมืองที่เราอยู่ต้องขับรถขึ้นไปทางทิศเหนือก่อน ก่อนจะเลียบไปทางฝั่งตะวันตกของเยอรมนี โดยออกจากทางเมืองอาเค่น ( Aachen ) ของเยอรมัน พอเข้าเขตประเทศเบลเยียมป้ายบอกชื่อถนน ชื่อเมืองเปลี่ยนมาเป็นภาษาฝรั่งเศสควบคู่กับภาษาดัชต์ สองข้างทางก็ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ต่างๆ นานาพันธุ์สลับกับเนินเขาเตี้ยๆ มาจนตลอดทาง เราบอกเพื่อนว่าไม่ต้องมารับหรอกจะขับรถไปจอดถึงหน้าบ้านให้ได้เนื่องจากรถของเรามีระบบนำทางติดในรถยนต์ หรือ Navigator ที่เพิ่งซื้อซอฟต์แวร์ของแผนที่เบลเยียมมาใส่เมื่อไม่นานมานี้ แต่พอเข้าเขตเมือง Huy หรือเมืองฮุย จริงๆ น่าจะออกเสียงเป็นสำเนียงอีสานสักหน่อยว่า ฮ่วย นะ (ฮา....) เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในเขตจังหวัดลีเย่ (Liege) เส้นทางที่เราคิดว่าแสนจะกะทัดรัดก็ดูสับสน งงงันพวกเราไม่น้อย แถมชื่อถนนที่บ้านเพื่อนตั้งอยู่ก็ไม่มีในเครื่องนำทางเสียด้วย พวกเราก็เลยสุ่มดูตามที่เพื่อนบอกไว้ว่าพอเจอปั๊มน้ำมันเข้าให้แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปไม่ถึงร้อยเมตรก็จะเจอบ้าน กวาดตามองตามบ้านเลขที่แล้ว ถนนที่ว่าอยู่ตรงไหนก็ยังหาไม่เจอ วนไปวนมาอยู่สองรอบ ผ่านปั๊มน้ำมันเป็นรอบที่สองนั่นล่ะ ถึงได้โผล่มาเจอถนนที่บ้านเพื่อนตั้งอยู่เข้า
ทัศนียภาพแสนสวยที่เมือง Huy รวมระยะทาง 500 กิโลเมตรกว่าๆ จากเมืองซินเดลฟิงเง็น ( Sindelfingen ) ที่เราอาศัยอยู่ในเขตเยอรมันตอนใต้ใกล้ๆ กับสตุทการ์ท ( Stuttgart ) ผ่านมาทางเมืองลีเย่ มาจนถึงเมืองฮุยที่เพื่อนอาศัยอยู่ ขับรถทั้งหมดใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมงกว่าๆ รวมทั้งเวลาจอดพัก หลงทางนิดหน่อยแล้ว .... ด้วยความเร็วกว่า 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทบจะบินได้ มาลดความเร็วก็ตอนผ่านแดนและบางช่วงที่มีการจำกัดความเร็วเท่านั้นเอง น่ากลัวจริงๆ คนขับรถสัญชาติเยอรมันเนี่ย ! ........ ประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรปเค้าก็กลัวป้ายรถทะเบียนและใบขับขี่สัญชาติเยอรมันกันทั้งนั้น ก็แหมบนถนนออโตบาห์น (Autobahn) เค้าไม่มีการจำกัดความเร็ว ขับช้ากว่า 120 กม./ชม. จะโดนสวดเสียด้วยซ้ำโทษฐานไปกีดขวางการจราจรของชาวบ้านเค้า เพื่อนออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะพาพวกเราเอาข้าวของไปเก็บที่โรงแรมที่พัก ก่อนจะพานำเที่ยวตลอดทั้งสองวันที่พวกเราพักอยู่ที่นั่น ส่วนวันสุดท้ายก่อนกลับพวกเราบอกว่าจะขอขับรถเที่ยวเองดีกว่า ที่พักของพวกเราอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของเพื่อนโดยมีแม่น้ำมาส ( Maas ) ตามที่เรียกกันในประเทศเนเธอร์แลนด์และกลุ่มคนที่พูดภาษาดัชต์ในประเทศเบลเยียมแบ่งกั้นไว้ เพื่อนยังบอกอีกด้วยว่าจริงๆ แล้วแม่น้ำสายนี้ไหลผ่านมาจากแคว้นลอร์เรน ( Lorraine ) ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคนที่นั่นเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า มูส ( Meuse) เมื่อไหลผ่านมาถึงเบลเยียมในส่วนที่เป็นพื้นที่ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสกันก็ยังเรียกเป็นชื่อเดิมอยู่ แต่พอไหลผ่านไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ก็เลยเรียกเป็น Maas ตามชื่อเมืองของเนเธอร์แลนด์ที่เป็นเมืองชายแดนกับติดประเทศเบลเยียมคือเมืองมาสทริคต์ ( Maastricht ) สุดท้ายก็ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำไรน์ ( Rhein River ) ของเยอรมันก่อนที่จะไหลเข้าสู่ทะเลเหนือใกล้กับเมืองรอทเทอร์ดัม ( Rotterdam ) ของเนเธอแลนด์ ณ ที่แม่น้ำมาสแห่งนี้นี่เองที่เป็นจุดกำเนิดมันฝรั่งทอดหรือที่เราเรียกกันว่า เฟรนช์ฟราย ขึ้นเมื่อกว่า 1,000 ปีที่ผ่านมาโดยชาวประมงยากจนของเบลเยียมในเมืองอังดีนน์ (Andenne) ไม่ไกลจากเมืองฮุยมากนักที่ได้แนวคิดทำมันฝรั่งทอดขึ้นมาเนื่องจากในฤดูหนาวแม่น้ำสายนี้จะกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดจนกระทั่งชาวประมงไม่สามารถจับปลาได้ จึงได้ใช้มันฝรั่งทอดมาแทนที่ปลาทอด จึงกลายมาเป็นจุดกำเนิดครั้งแรกในโลกของประวัติศาสตร์มันฝรั่งทอด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประวัติศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่ได้รับการยืนยันเป็นทางการแต่อย่างใด เพียงแต่มีนักประวัติศาสตร์กล่าวถึงอยู่บ่อยๆ เท่านั้นเอง ฟังแล้วก็เป็นงง !! ก็คงเหมือนนิยายเล่าปรัมปราบางเรื่องของไทยเรานั่นเอง กลับมาดูที่พักของเรากันต่อ เป็นประเภท Bed & Breakfast ซึ่งก็เป็นที่พักรวมอาหารเช้าไว้บริการ ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของครอบครัวหนึ่ง เจ้าของลงมาต้อนรับ ก็ดูสะอาดดีแต่สภาพบ้านเป็นบ้านไม้ทรงโบราณ เดินบนบันไดทีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดๆ มีภาพของบรรพบุรุษรุ่นเก่าๆ ของตระกูลประดับเต็มทางเดินไปหมด บรรยากาศดูขลังมากๆ สนนราคาที่พักก็ตกคืนละ 60 ยูโร ภายในห้องเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นแบบโบราณ เริ่มตั้งแต่เตียง โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า และอื่นๆ ยกเว้นห้องน้ำที่ดูเหมืนจะต่อเติมใหม่ ว้าว... อย่างนี้นอนหลับแล้วจะเจออะไรดีๆ หรือไม่เนี่ย.... เจ้าของบ้านบอกว่าทั้งครอบครัวชอบอ่านหนังสือการ์ตูนกันมาก การ์ตูนที่เป็นเหมือนหนังสือนวนิยาย หรือหนังสือเล่มโต ปกอาบมันเสียสวย ไม่เหมือนหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่วางขายในบ้านเรา เขาก็ยังเอามาประดับข้างฝา ตามระเบียงทางเดิน และในห้องนอนที่แบ่งทำเป็นเรือนพักเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ก็ดูสวยงามแปลกตาไปอีกแบบค่ะ เอาไว้ขากลับตอนกลางคืนจะมานั่งดู สำรวจให้สะใจ แต่ถ้าอ่านภาษาฝรั่งเศสรู้เรื่องก็คงจะสนุกกว่านี้อย่างแน่นอน หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก็มีเวลาพักผ่อนอยู่เกือบสองชั่วโมงก่อนที่เพื่อนจะมารับ โอลิวิเยร์ เพื่อนของฉันกับลาติเซียผู้ภรรยากำลังมีลูกเล็กๆ วัยยังไม่ถึงขวบดีนัก ทั้งสองก็เลยต้องกลับไปดูแลกันก่อน พอถึงเวลานัดที่เพื่อนจะมารับพวกเราอีกก็รีบแจ้นลงมาข้างล่างเพื่อที่จะได้ไปสำรวจบ้านเมืองเขาเป็นครั้งแรก สำหรับวันแรกนี้ก็คงจะเที่ยวแค่ในเมืองฮุยนี่ก่อน เพื่อนเป็นคนอาสาพาขับรถให้โดยจอดรถของเราทิ้งไว้หน้าที่พักจะดีกว่าเพื่อความสะดวกและประหยัด ก่อนอื่นต้องเอาลูกชายไปฝากไว้กับคุณตาคุณยายก่อน ซึ่งอยู่ระหว่างทางที่เรากำลังจะไปกัน ซึ่งขณะนั้นทั้งสองท่านอยู่ที่ร้านเสริมสวยของคุณแม่ของลาติเซีย บรรยากาศร้านเสริมสวยก็ไม่แตกต่างจากบ้านเราเลย มีสุภาพสตรีวัยเลยกลางคนสามคนกำลังใช้บริการอยู่ คนหนึ่งกำลังทำเล็บ อีกคนอบไอน้ำ ส่วนอีกคนคุณแม่ของลาติเซียกำลังสระผมให้ แท่นสระผมจะเป็นเหมือนอ่างล้างมือบ้านเราแต่จะมีช่องเจาะด้านหน้าสำหรับเอาคอไปวางพาดลงไปพอดี การสระผมแบบนี้ก็จะไม่ค่อยเลอะเทอะมาก เพื่อนแนะนำให้พวกเรารู้จักกับครอบครัวและบรรดาลูกค้าทั้งหลาย คุณพ่อของลาติเซียสาธิตการทักทายแบบฝรั่งเศสให้แก่ฉัน ตอนแรกฉันก็เหนียมๆ อยู่แต่คิดว่าตอนนี้เราอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตาม ธรรมเนียมเขาสิ แล้วฉันก็จำภาษาฝรั่งเศสได้อยู่คำสองคำตามที่เคยแอบท่องสนุกๆ ตอนเด็กๆ นั่นก็คือคำว่า บองชูร์ สวัสดีค่ะ กับ เชอมาแปวล์ มุนา ฉันชื่อ มุนาค่ะ เท่านั้นเองก็เรียกเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดูให้แก่ทุกคนที่นั่นได้ ชาวเบลเยียมทั้งหลายต่างก็เป็นมิตรและเป็นกันเองมากจนฉันหายอึดอัดกับความรู้สึกก่อนหน้านี้ที่ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวต่อหน้าชาวเบลเยียมกันอย่างไรดี ตัวเมืองฮุยก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก ถนนหนทางก็ค่อนข้างเล็กๆ คับแคบแต่ก็ดูน่ารักเหมือนกัน ตัวตึก อาคาร บ้านช่องก็ดูเหมือนจะย่อส่วนลงมาพอเหมาะพอเจาะ แต่แบบบ้านของเบลเยียมแท้ๆ จะทำด้วยอิฐสีแดงหม่นๆ ส่วนของหลังคาที่ยื่นออกมาจากตัวบ้านจะสั้นเต่อ ดูไม่ค่อยสวยนัก มีรางรองรับน้ำฝนเล็กๆ และหลังคาจะเทลาดไปด้านหลังของบ้านเสียมากกว่า บ้านบางหลังก็มีเครือเถาวัลย์ ต้นไม้เล็กๆ ขึ้นเกาะผนังก็มี คนที่นี่เขาจะสร้างบ้านทีต้องไปแจ้งกับทางการก่อน แล้วก็ต้องสร้างให้คล้ายๆ กันด้วย เหตุผลก็เพื่อการประหยัดทรัพยากร และป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดต่อธรรมชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ คิดจะสร้างบ้านก็จะทำทันทีตามใจฉันเหมือนที่เมืองไทยเราไม่ได้หรอก สถานที่แรกที่พวกเราได้เข้าชมในเมืองฮุยนี้ก็คือบริเวณแกรนด์เพลส ( Grand Place ) หรือออกเสียงตามสำเนียงฝรั่งเศส ว่า กร็องปลาสต์ เป็นย่านใจกลางของเมือง เป็นสถาปัตยกรรมโบราณและเป็นศูนย์รวมทางด้านธุรกิจ มีน้ำพุสวยงามลือชื่อซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองฮุยตั้งอยู่ที่นี่ด้วย นั่นก็คือ น้ำพุ ลี บาสสินีอา Li Bassinia บริเวณ แกรนด์เพลสถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกราชของเบลเยียมและยังเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการจังหวัดฮุยด้วย ไม่ว่ากิจใดๆ ที่เกี่ยวกับทางราชการก็ต้องมาติดต่อที่นี่ทั้งนั้น เพื่อนบอกว่าตอนแต่งงานเขาก็ต้องมาจดทะเบียนสมรสกันที่นี้เอง ศาลาว่าการแห่งเมือง Huy หลังจากนั้นเราก็ไปที่โบสถ์นอร์เทอร์ดัม (The Collegial Church Notre-Dame) กันแต่แวะไปขอเอกสารข้อมูลกันก่อนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งเมืองฮุย ซึ่งก็อยู่ข้างๆ โบสถ์ ตัวอาคารนั้นเป็นสถาปัตยกรรมสมัยกลาง สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16 เจ้าหน้าที่ที่นี่น่ารักมาก บริการด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ให้เอกสารเรามาตั้งหลายอย่าง แล้วยังอวยพรขอให้เที่ยวเบลเยียมให้สนุกด้วย น่ารักจริงๆ ...... โบสถ์นอร์เทอร์ดัม นั้นสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1311 แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็ตกเข้าปี ค.ศ. 1536 ตัวโบสถ์มีความสวยงามมาก เป็นศิลปะแบบโกธิคในช่วงศตวรรษที่ 14 และ 15 สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระแม่มารี เราเข้าไปข้างในแล้วต้องตกตะลึงต้องมนตร์ด้วยความขลังและความสวยงามของศิลปะรูปทรงอาคาร ลายเขียนบนฝาผนังโบสถ์ และบริเวณที่ทำพิธีกรรมของบรรดาคริสตศาสนิกชนทั้งหลาย ซึ่งฝั่งตรงข้ามกับบริเวณที่ทำพิธีนั้นจะเป็นเวทียกชั้นขึ้นไป ใช้สำหรับการแสดงของวงดนตรีและการบรรยายต่างๆ ยืนอยู่ข้างในนี้พวกเราไม่กล้าคุยเสียงดังกันเลยล่ะ เพื่อนที่ทำหน้าที่ไกด์บรรยายเรายังยืนด้วยความสงบนิ่งและพูดบรรยายโดยใช้เสียงต่ำๆ บรรยากาศข้างในก็เลยดูศักดิ์สิทธิ์ๆ ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไรกันสักหน่อย ไม่ไกลจากโบสถ์นักก็จะมีพิพิธภัณฑ์ของเทศบาลเมืองฮุยตั้งอยู่แต่เป็นที่น่าเสียดายที่วันนั้นปิด พวกเราก็เลยอดเข้าไปศึกษาหาความรู้ข้างในกัน พอจะมีเวลาเหลือก่อนค่ำก็เลยไปต่อที่เมืองข้างๆ คือเมืองอเมย์ (Amay) โดยต้องขับรถปีนเขาขึ้นไปเพื่อที่จะไปชมปราสาทเจเฮย์ (Chateau de Jehay) ซึ่งมีความสวยงามมาก ทำด้วยอิฐก้อนโต มีสระน้ำใหญ่รายรอบยกเว้นบริเวณด้านหน้าของตัวปราสาท จึงดูเหมือนว่าตัวปราสาทนั้นลอยอยู่บนน้ำ เงาของปราสาทจะตกลงไปในน้ำ ดูแล้วเหมือนในนิยายจักรๆ วงศ์ๆ ของตะวันตกอย่างไรอย่างนั้น บริเวณด้านข้างและฝั่งตรงข้ามปราสาทเป็นสวนพักผ่อนขนาดใหญ่ มีต้นไม้และรูปปั้นประดับประดาเต็มไปหมด สำหรับรูปปั้นนั้นมีแต่รูปปั้นสาวงาม ประหนึ่งว่าเป็นเหล่านางฟ้านางสวรรค์ แต่สวนใหญ่เหล่านั้นรูปปั้นค่อนข้างจะออกแนวอิโรติคไปหน่อย นักท่องเที่ยวชายวัยสูงอายุคนหนึ่งถึงกับตะเบ๊ะท่าหยอกเย้าคู่กับสาวสวยรูปปั้นนางหนึ่งโดยมีภรรยาถ่ายรูปให้ ดูแล้วตลก น่ารัก ชวนอมยิ้มไปด้วย ปราสาทเจเฮย์แห่งนี้นัยว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของวิวัฒนาการสถาปัตยกรรมยุคกลางแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ถือว่าเป็นตำหนักฤดูร้อนของราชวงศ์มานานหลายศตวรรษ จนกระทั่งได้ตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัว เดอ เมอโรด (de Merode) ในช่วงปี ค.ศ. 1492 1680 ซึ่งต่อมาก็ตกมาเป็นมรดกของ ฟรังคอยส์ แวน เดน สตีน (Francois van den Steen) หรือท่านเคานต์ฯ (The Count Guy van den Steen) ก็ตัดสินใจขายปราสาทที่พำนักแห่งนี้ให้แก่ทางจังหวัดลีเย่ไปในปี ค.ศ. 1978 เพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญ แต่ทางจังหวัดมีสิทธิครอบครองปราสาทนี้อย่างเต็มที่ภายหลังจากที่ท่านเคานต์ฯ เสียชีวิตลงในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1999 เมื่อไม่นานมานี้เอง ค่าบริการเข้าชมปราสาทฯ และพิพิธภัณฑ์ภายในสำหรับผู้ใหญ่คนละ 5 ยูโร ส่วนเด็กครึ่งราคา
ปราสาทเจเฮย์ที่เมืองอเมย์ไม่น่าเชื่อว่าบรรดาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ จนถึงภาพวาดและผ้าม่านจะคงทนสวยงามมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พวกเราก็เดินชมเสียเพลินเลยล่ะ ข้างในเราสามารถถ่ายรูปได้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็เพลินเสียจนไม่ได้เก็บภาพข้าวของภายในไว้เป็นที่ระลึกสักใบ ยกเว้นรูปตัวปราสาทด้านนอก ตกค่ำวันนั้นพวกเรามีนัดทานอาหารเย็นแบบสุดหรูในตัวจังหวัดลีเย่ที่ภัตตาคารฝรั่งเศสที่เพื่อนได้จองโต๊ะไว้ล่วงหน้าแล้วและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับพวกเราด้วยด้วย โอลิวิเยร์กับลาติเซีย จึงต้องเอาลูกชายตัวน้อยไปฝากไว้ที่บ้านคุณปู่คุณย่าชั่วคราวอีกครั้งเพื่อที่จะได้มีเวลาให้กับพวกเราเต็มที่เราก็เลยได้เจอกับพ่อแม่ของโอลิวิเยร์ ท่านทั้งสองท่าทางใจดีมาก ยิ้มแย้มตลอดเวลา คุณพ่อของเพื่อนดึงมือฉันไปดูหมวกและกรอบรูปมีดอกไม้ประดิษฐ์ติดอยู่ที่ผนัง ท่านบอกว่าได้มาจากเมืองไทยตอนที่ไปพักผ่อนที่เมืองไทย ก่อนกลับท่านทั้งสองอวยพรให้เราเที่ยวเบลเยียมอย่างสนุกพร้อมๆ กับสอนวิธีทักทายและลากันแบบฝรั่งเศสให้โดยเอาแก้มชนกัน จุ๊บที่แก้มด้วยก็ได้สามครั้ง ฉันก็ทำได้อย่างไม่เคอะเขินแล้วล่ะตอนนี้ ที่ภัตตาคารแห่งนี้ผู้คนเยอะมาก แต่อาหารก็อร่อย น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นตัวเมืองในเวลากลางวัน แถมฝนก็ตกปรอยๆ จะออกไปท่องเมืองยามราตรีก็กระไรอยู่ วันแรกในเบลเยียมช่างแสนคุ้มค่าเสียจริงเชียว คืนนั้นหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ชิมไวน์เบลเยียม สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควรแก่เวลาก็เลยพากันขับรถกลับเมืองฮุย วันนี้เป็นวันที่สองแล้ว พวกเราต้องตัดสินใจเลือกว่าจะไปเมืองบรูกส์ หรือเมืองบรัสเซลส์ดี ทั้งนี้ถ้าจะไปเมืองแรกที่มี Water Channel อันแสนสวยงามและลือชื่อคงจะไม่สะดวกแน่เพราะฝนตก หนทางก็ไกลกว่าไปเมืองหลวง ถึงจะมีงานใหญ่ที่บรัสเซลส์แต่ก็ยังน่าไปกว่าอยู่ดี พวกเราเห็นพ้องว่าไปดูหนูน้อยยืนฉี่กับอะโตเมี่ยม และทิ้งท้ายที่มินิ ยุโรปกันดีกว่า ก็เลยออกเดินทางกันสายๆ ได้ ตัวฉันเองเพลินกับทิวทัศน์สองข้างทางระหว่างที่นั่งรถเข้าสู่ตัวกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียมมาก ระหว่างนั้นเพื่อนก็ขับรถไปพร้อมๆ กับอธิบายและเล่าเรื่องต่างๆ ไปตลอดทาง ช่างคุยเก่งเสียจริงๆ สมกับเป็นพ่อนักขายคนเก่งและดีเจ... จนพวกเรามาถึงบริเวณแกรนด์เพลส ( Grand Place ) แล้วพบว่ามีการเตรียมจัดเวทีการแสดงยกใหญ่ นี่ถ้าเราอยู่ต่ออีกหลายวันก็คงได้มาชมคอนเสิร์ตเป็นแน่แท้
บริเวณแกรนด์เพลสที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
มีรถม้าให้นั่งด้วยล่ะจ้า สำหรับแกรนด์เพลสนอกจากจะเป็นที่พำนักของพระมหากษัตริย์ในอดีตแล้วก็ยังใช้เป็นศาลากลางจังหวัดของเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย ภายในก็จะมีพิพิธภัณฑ์แหล่งให้ความรู้ที่ไม่ควรพลาด รวมถึงแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ทางด้านทิศเหนือของตัวเมือง เราเดินไปทักทายหนูน้อยยืนฉี่ พอเห็นตัวจริงเข้าแทบตะลึง..ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ก็ตัวจริงออกจะตัวเล็กๆ ยืนตัวเปล่าเปลือยอยู่บนแท่น ด้านหลังจะเป็นเหมือนที่เก็บชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของเขา ชื่อจริงของหนูน้อยนี้ก็คือ Manneken Pis ถือว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่สำคัญของเบลเยียมเลยล่ะ ถ้ามาที่กรุงบรัสเซลส์แล้วต้องมาถ่ายรูปด้วยกันอยู่เสมอ ที่พวกเราเคยเห็นจากโทรทัศน์หรือโปสการ์ดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพซูมใกล้ก็เลยไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะตัวเล็กขนาดนี้เวลาพบเห็นของจริง หนูน้อย Manneken Pis ตัวจริง ของจริง !! คณะของเราปิดท้ายชมเมืองหลวงด้วยการซื้อเสื้อยืดที่ระลึกก่อน ตามด้วยช็อกโกแลตจากร้านหัวมุมถนนที่ผลิตช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงของเบลเยียม ช็อกโกแลตของเบลเยียมถือว่าดีที่สุดในโลก ฉันก็เห็นด้วยนะ แต่ว่ามันหวานไปหน่อย... เพื่อนอุตส่าห์โม้ไว้ก่อนว่าเพื่อนของเขาที่อเมริกาบอกว่าจะให้พักโรงแรมสุดหรูฟรีๆ เลยถ้าเอาช็อกโกแลตเบลเยียมมาฝาก หลังจากนั้นก็ไปยืนต่อคิวเพื่อซื้อเสบียงอาหารและกาแฟเพื่อเดินทางต่อไปยังอะโตเมี่ยม พอถึงคิวของฉัน พนักงานคนขายชายคนหนึ่งออกจะท่าทางหวานแหววพูดกับฉันว่า สวัสดีค่า....ขอบคุณค่า .... พร้อมกับยกมือไหว้ฉันอย่างน่ารัก อ้าวเรื่องจริงนะเนี่ย ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นหน้าตาเหมือนกะเหรี่ยงดำตกดอย จมูกบี้ๆ ผมดำอย่างฉันเนี่ยจะทักทายได้ถูกเป๋งขนาดนั้น ฉันก็เลยเผลออุทานออกไปว่า SURPRISE!! เขา (หรือเธอดี) ก็เลยบอกว่าเค้าเคยไปเมืองไทยมา 2-3 ครั้ง ชอบทะเลเมืองไทยมาก สวย น้ำใสเห็นทรายแก้ว อาหารไทยก็อร่อยมากด้วย ... ว้าว.... ฉันรู้สึกชื่นชมยินดีและภูมิใจมากเลยล่ะที่เกิดเป็นคนไทย มาเที่ยวต่างแดนแล้วก็ได้รับคำทักทาย บอกเล่าดีๆ จากชาวต่างชาติที่นี่ ฉันเลยเดินหน้าบานออกมาจากร้านกาแฟและเบเกอรี่แห่งนั้นและในใจก็ตื้นตันไปหมด........... พวกเราซื้อบัตรเข้าชมอะโตเมี่ยม (Atomium) ราคาชมอย่างเดียวก็คนละ 6 ยูโร แต่ถ้าเรารวมซื้อบัตรเข้าชม มินิ ยุโรป (Mini Europe) ด้วยก็จะถูกกว่าซื้อแยกกัน อะโตเมี่ยมนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1958 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการสินค้า Brussels Word Fair มีรูปร่างเหมือนโมเลกุลขนาดใหญ่กว่า 160 พันล้านเท่า เมื่อจัดนิทรรศการเสร็จก็จะรื้อทิ้ง แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นก็ไม่ถูกรื้อเพราะยังใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทำเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์แสดงสินค้าและงานอื่นๆ ได้เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ อะโตเมี่ยมประกอบด้วยลูกบอลทั้งหมด 9 ลูก มีแกนยึดตามแบบโครงสร้างโมเลกุล ซึ่งจะมีลิฟต์และบันไดเลื่อนทะลุได้ทั่วถึงกัน นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดไปนั่งดูภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ของการสร้าง อะโตเมี่ยมด้วย ซึ่งจะฉายกันต่อเนื่อง ความยาวประมาณแค่ 15 นาที มีบทบรรยายพูดเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว เห็นภาพความยากลำบากในการก่อสร้างอะโตเมี่ยมนี่แล้วถ้ารื้อทิ้งก็คงจะน่าเสียดาย สู้เก็บไว้ให้เป็นประโยชน์และหากำไรจากการท่องเที่ยวอย่างนี้ต่อไปดีกว่ากันเยอะ.... ระหว่างเดินจากลูกบอลลูกหนึ่งไปยังอีกลูกหนึ่งจะมีบันไดเลื่อนไว้บริการ แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลยและคิดว่ามันขัดบรรยากาศจังก็คือเสียงเทปเลียนเสียงธรรมชาติ มีเสียงนกร้อง เสียงน้ำตกนั้นค่อนข้างเสียงดังไปสักหน่อย หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งแนวคิด อีกหนึ่งมุมมองของอะโตเมี่ยมที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวมองเห็นและสัมผัสก็ได้ใครจะไปรู้...... ลงมาถึงชั้นล่างก็มีนิทรรศการเล็กๆ ให้ดูเหมือนกัน ใครอยากซื้อของฝาก ของที่ระลึกถ้าลืมซื้อมาจากข้างบนก็มาหาเอาที่นี่ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรพลาดไปยืนถ่ายรูปคู่กับรถกระป๋องคันเล็กๆ สีแดงด้วยเป็นอันขาด ออกจะน่ารักและไม่มีให้เห็นที่ไหนอีกแล้ว บริเวณข้างๆ อะโตเมี่ยมนั้นคือเมืองจำลองของยุโรป ซึ่งมีการจำลองเอาเมืองต่างๆ และสถานที่สำคัญๆ ในเครือสหภาพยุโรปมารวมกันไว้ด้วยสัดส่วนที่ลดลง 25 เท่า ที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมอีกแห่งหนึ่งของเบลเยียมเช่นกัน เพราะเขามีโฆษณาว่าสามารถเที่ยวไปได้ทั่วยุโรปได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ! ค่าเข้าชมที่นี่จะมีให้เลือกตั้งแต่ซื้อตั๋วขึ้นชมอะโตเมี่ยมแล้ว หรือจะแยกซื้อกันก็ได้ ราคารวมกันอยู่ที่ 15 ยูโร
อะโตเมี่ยมยืนตระหง่านท่ามกลางลมหนาวพอเข้าไปข้างในแล้วก็เพลินจริงๆ ค่ะ ไม่ต้องกลัวหลงและได้ไปดูทุกสถานที่อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่นเพราะมีการกั้นเชือกให้นักท่องเที่ยวเดินไปทีละแห่งๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ แต่ละจุดก็จะให้รายละเอียดข้อมูลของประเทศเหล่านั้นไว้อย่างครบถ้วน บางทีก็มีปุ่มให้กดสาธิตดูรูปแบบวิถีชีวิตของท้องถิ่น เช่น ภูเขาไฟระเบิด หรือเรือแล่นลอดสะพานแล้วสะพานก็ยกตัวเปิดขึ้น เป็นต้น แบบจำลองเหล่านั้นถึงแม้จะมีขนาดย่อส่วนแต่รายละเอียดต่างๆ เหมือนจริงมากจนกระทั่งเราคิดสนุกในใจว่าจะแอบถ่ายรูปต่างๆ โดยไม่ให้ติดคนอื่นๆ เข้ามาในภาพด้วย แล้วเอาไปหลอกเพื่อนๆ ให้สนุกกันเล่นว่า เนี่ย...ฉันได้ไปทัวร์ยุโรปมาจนทั่วแล้วนะ ! แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ภาพของอะโตเมี่ยมก็ยังติดมาทุกที !
เดินไปจนทั่วทั้งมินิยุโรปพอดี ฝนก็เริ่มลงเม็ดปรอยๆ ท้องไส้ก็เริ่มร้องครวญครางด้วยความหิวแล้ว พวกเราเลยพากันเดินเข้ามาข้างใน บริเวณภายในยังมีนิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟ Spirit of Europe ซึ่งมีไว้ให้ชมกันตลอดทั้งปีนับจากเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ความรู้และมุมมองหลายๆ มุมเกี่ยวกับยุโรป ผู้สนใจส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่นั่นเอง แต่ว่าอันนี้เราต้องเสียเงินเข้าชมอีกแล้ว พวกเราก็เลยไม่ได้แวะ ดูแค่รายละเอียดและข้อมูลตัวอย่างข้างนอกเท่านั้น หลังจบการตะลอนทัวร์สำหรับทริปนี้แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ไปชมครบทุกซอกทุกมุมของประเทศน่ารักแห่งนี้แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับช่วงเวลาสั้นๆ และยังอุ่นใจที่ได้เพื่อนและครอบครัวเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์นำเที่ยว พวกเราปิดท้ายมื้อค่ำกันที่บ้านของเพื่อน โดยภรรยาของเขาเป็นคนทำพาสต้าให้ทาน อร่อยมาก มื้อนั้นก็เลยกินเสียจนพุงกาง ถ้ามีโอกาสก็คงได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวเล็กๆ แสนจะน่ารักและประเทศเบลเยียมนี้อีก พวกเราต่างก็ร่ำลากัน ส่วนวันสุดท้ายพวกเราก็ขับรถกลับเยอรมันเลยโดยไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหนอย่างที่ตั้งใจไว้เพราะเหนื่อยจริงๆ เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสในอนาคตก็อยากจะกลับมาเยี่ยมประเทศเบลเยียมอีกสักครั้ง...... |
||
|
งานเขียนทุกชิ้นในเวบนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ดูรายละเอียดที่นี่ |
||
|
|
|
ตั๋วเครื่องบิน
|
โรงแรมที่พัก |
รายการทัวร์ | รถเช่า
|
บริการวีซ่า
| ร้านอินเตอร์เนต
|
สมุดเยี่ยม |
เวบบอร์ด |
รวมลิ้งค์