|
|
|
ตั๋วเครื่องบิน
|
โรงแรมที่พัก |
รายการทัวร์ | รถเช่า
|
บริการวีซ่า
| ร้านอินเตอร์เนต
|
สมุดเยี่ยม |
เวบบอร์ด |
รวมลิ้งค์
เยอรมันหรรษา ตอน ซิลเดลฟิงเง็น
โดย มุนาซัง
| MunaMunaMu |
เมืองซินเดลฟิงเง็นของสาวไทย
เท่าที่สืบทราบประวัติของเมืองคร่าวๆ นั้นในอดีตก็เป็นเมืองอุตสาหกรรมเล็กๆ แห่งหนึ่งในยุคภาวะเศรษฐกิจตึงตัวในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นั้น แต่เมื่อบริษัทเดมเลอร์ ซึ่งปัจจุบันก็คือบริษัท เดมเลอร์ไครสเลอร์ เอจี (DaimlerChrysler AG) เข้ามาเปิดโรงงานผลิตรถยนต์สาขาซินเดลฟิงเง็นในปี ค.ศ. 1915 ภาวะเศรษฐกิจก็ดีขึ้น เปลี่ยนแปลงไปในทางบวกอย่างเห็นได้ชัดและเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ด้วย ทำให้เมืองนี้ผันตัวมาเป็นเมืองอุตสาหกรรมทันสมัยอย่างเต็มที่เพียงในรอบ 30 ปีเท่านั้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบไปโดยที่เมืองซินเดลฟิงเง็นก็ถูกจู่โจมทำลายทางอากาศด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นเมืองก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาและมีขนาดครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอมีหน่วยงานภาคธุรกิจและเอกชนอยู่ในเมืองนี้มากมาย แหล่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยือนจึงมีอย่างพรั่งพร้อม ที่นี่มีโรงแรมให้เลือกพักอยู่หลากหลายระดับกว่า 33 โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าและแหล่งจับจ่ายใช้สอยอีกอย่างครบถ้วน ร้านขายสินค้าทำอาหารเอเชียนบ้านเรา หรือร้าน Asia Shop นั้นก็มีอยู่สองสามแห่งด้วยกัน ส่วนร้านอาหารไทยก็ไม่ตกแฟชั่น มีเหมือนกันค่ะตั้งหลายแห่ง หากแต่ร้านประจำของพวกเรากลับไปอยู่ที่เมืองโบ๊บลิงเง็น (Boeblingen ) เมืองแฝดติดกันเสียนี่กระไร ชีวิตประจำวันอยู่ที่เมืองนี้ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ ฉันได้ไปเป็นสมาชิกศูนย์ออกกำลังกายแห่งหนึ่งใกล้ย่านห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่พวกเราไปอุดหนุนกันเป็นประจำ แต่ละวันต้องเดินจากบ้านไปออกกำลังกายที่โรงยิมดังกล่าวด้วยตัวเอง ระหว่างทางก็เพลินดีค่ะ บางทียังเคยกลับค่ำๆ มืดๆ เดินคนเดียวก็ไม่มีอะไรน่ากลัว ที่นี่สวัสดิภาพความปลอดภัยด้านร่างกายมีสูง แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรไปเดินเล่นคนเดียวแถวๆ สวนสาธารณะยามค่ำคืนเด็ดขาด
ที่ศูนย์รีไซเคิลขยะผู้คนต่างรับผิดชอบเอาขยะไปทิ้งและแยกขยะกันอย่างขะมักเขม้น
บางครั้งฉันก็เดินลัดเลาะไปตามสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่อีกด้านของเมือง ดูเด็กวิ่งเล่นไปมา สนามเด็กเล่นที่นี่ก็ใหญ่พอสมควร ผู้คนที่เห็นที่สวนสาธารณะแห่งนี้หน้าตาออกทางแขกตุรกีเสียมาก เพราะที่บริษัทเดมเลอร์ไคร์สเลอร์มีพนักงานต่างชาติฝ่ายผลิตอยู่มากมาย คนตุรกีที่ดูเหมือนจะเป็นชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ในเยอรมันก็ทำงานที่นี่กันเป็นจำนวนมาก และในบางครั้งฉันก็เอาขนมปัง เอาข้าวไปเลี้ยงนกและเป็ดน้ำที่นั่นด้วย เดินไปเดินมาก็มาสะดุดเข้ากับต้นไม้ต้นเล็กๆ ต้นหนึ่งในสวนของชาวบ้านเขา ต้นไม้ต้นนี้มีขนาดไม่สูงมาก ใบสีเขียวเล็กๆ แซมประปราย แต่ดอกของมันนี่สิคุ้นตาเอาเสียจริง แล้วก็มาถึงบางอ้อพอลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เสียหน่อย คล้ายดอกคูณ ดอกไม้สัญลักษณ์ประจำเมืองขอนแก่น คล้ายแต่ไม่เหมือนเอาเสียทีเดียว เอาเถอะ.... อย่างน้อยก็หายคิดถึงบ้านไปได้มากเหมือนกัน ยิ่งที่ตอนนี้เดือนเมษายน จังหวัดขอนแก่นจัดงานสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเป็นประจำทุกปี เรียกว่า เทศกาลดอกคูณ เสียงแคนนั่นล่ะค่ะ พอเห็นดอกคูณก็จะนึกถึงสงกรานต์ทุกที
กรี๊ดดดด....... ดอกคูณขอนแก่นที่แดนเยอรมัน !!! ว้าว..... ตั้งแต่การค้นพบต้น (คล้าย) ดอกคูณนี้แล้วพอคิดถึงบ้านทีไรก็จะเดินมาที่สวนสาธารณะแห่งนี้ หยุดยืนมองเป็นนานสองนานทุกครั้งเลย ก็ได้ผลนะกับเทคนิคอันนี้ โชคดีที่ไปทีไรไม่ต้องจ๊ะเอ๋กับเจ้าของสวนเขาทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นเขาคงหาว่าสาวเอเชียคนนี้ท่าจะบ้าแฮะ... !
หอศิลป์และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำ เมือง แต่ละเมืองของเยอรมันมักจะมีหอศิลป์ (Galerie der Stadt) จัดเก็บและจัดแสดงเอกสาร ภาพถ่ายและเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องด้านประวัติศาสตร์อื่นๆ ของเมืองไว้เสมอ เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเมืองนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ทำหน้าที่คล้ายกับพิพิธภัณฑ์ บางแห่งก็รวมเอาหน้าที่ในการบริการประชาชนบางอย่างเข้าไว้ด้วย สำหรับที่หอศิลป์แห่งเมืองซินเดลฟิงเง็นนอกจากจะทำหน้าที่ของหอศิลป์ดังกล่าวแล้ว ก็ยังเป็นที่ทำการของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เรียกว่า (I-punk) ด้วย หากต้องการข้อมูลใดๆ ก็สามารถมาใช้บริการที่นี่ได้
หอศิลป์ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หอศิลป์แห่งนี้หาเจอได้ไม่ยากค่ะ ก็อยู่ตรงข้ามย่านตลาด และอยู่ฝั่งเดียวกันกับห้องสมุดประจำเมือง (Sindelfingen Stadtbibliothek) นั่นล่ะค่ะ และถ้าต้องการอ่านหนังสือ หาข้อมูลเพิ่มเติมอีกก็ขอแนะนำให้เข้ามาที่ห้องสมุดที่อยู่ติดกัน อยู่ด้านหลังของหอศิลป์แห่งนี้ได้เลย ที่นี่มีหนังสือภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันให้บริการมากมายก่ายกองเลยค่ะ ฉันเองวันว่างก็มักจะมาจมปุกอยู่กับกองหนังสือที่นี่เสมอๆ
ย่าน Marktplatz และเขตเมืองเก่า อีกย่านหนึ่งของตัวเมืองที่อาศัยอยู่ที่ฉันโปรดปรานมากเป็นพิเศษก็คือย่านตลาด หรือ Marktplatz นี่ล่ะค่ะ อยู่ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ในสมัยกลางของฝั่งตะวันตกและหอศิลป์ ทุกวันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันเสาร์จะมีตลาดขายของสดที่บริเวณลานตลาดแห่งนี้เป็นประจำ ชาวบ้านมักจะมาจับจ่ายซื้อของสดประเภทเนื้อ ปลา ไส้กรอก ผัก และอื่นๆ ไปกักตุนไว้เพื่อประกอบอาหาร ราคาก็แสนจะมิตรภาพหากเปรียบเทียบกับห้างร้านส่วนใหญ่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม สินค้าบางรายการก็อาจจะมีราคาขายที่ไม่แตกต่างกันมาก การจราจรบนท้องถนนด้านหน้าตลาดแห่งนี้ค่อนข้างจะเชื่องช้าแต่ไม่ใช่ว่ารถติดวุ่นวายยาวนานนะคะ แต่เพราะคนขับจะต้องชะลอความเร็วและระวังคนข้ามถนน ผู้คนจะเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ตลอดเวลาในบริเวณแห่งนี้เนื่องจากเป็นใจกลางเมือง ด้านหน้าของตลาดจะมีรูปปั้นและน้ำพุที่เรียกว่าโบนิฟาติอุส (Bonifatius Fountain) อันสวยงามไว้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนถิ่นนี้ให้รู้สึกสดชื่น เดินเลือกซื้อของได้อย่างเพลิดเพลินและสบายใจ
บรรยากาศยามเช้าวันเสาร์ย่านตลาด Marktplatz นอกจากจะหาซื้อของสดๆ ใหม่ๆ จากฟาร์มแล้ว รอบๆ ตลาดที่มีลักษณะเหมือนอาคารพาณิชย์ก็มีสินค้าหลากหลายประเภทให้เลือกดูเช่นกัน รวมถึงร้านอาหารและบริษัทท่องเที่ยวอีกสองสามแห่ง มาย่านนี้ทีไรเป็นต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปทุกที ! และหากเดินลึกทะลุลานตลาดเข้าไปด้านใน ข้ามถนนแล้วตรงไปก็จะพบเข้ากับย่านเวตต์บัค พลาตซ์ (Wettbachplatz) ที่แสนจะคึกคักอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงเย็นย่ำหลังเลิกงาน หรือในฤดูที่มีอากาศอบอุ่น ที่นี่เป็นศูนย์รวมภัตตาคารร้านอาหาร บาร์ คอฟฟี่ช็อป ฯลฯ จากนานาประเทศให้เลือกชิม เลือกนั่งตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน เม็กซิกัน สเปน กรีก ตุรกี หรือแม้แต่ร้านอาหารไทยประเภทตามสั่งก็ยังอยู่ที่นี่ด้วย หลายๆ ร้านจะมีโต๊ะเก้าอี้วางเรียงรายภายนอกร้านเต็มไปหมด ให้คนที่ชอบนั่งกลางแจ้งได้ดูผู้คนและสิ่งรอบตัวไปพร้อมๆ กับการรับประทานอาหารและการสนทนาพาที หากอากาศเย็นหน่อย บางร้านก็จะมีเสาตะเกียงน้ำมันขนาดใหญ่มาตั้งให้ความอบอุ่นแก่ลูกค้า บรรยากาศบริเวณนี้ดูตอนไหน เมื่อไหร่ก็ไม่มีเบื่อค่ะ ออกจะเพลินไปเสียด้วยซ้ำ....... จากย่านเวตต์บัคพลาตซ์แล้วเดินไปตามถนน Langestrasse แล้วเลี้ยวซ้าย หรือเข้าทางถนน Grabenstrasse เลี้ยวขวาก็จะเข้าสู่เขตเมืองเก่า ซึ่งมีศาลากลางจังหวัดหลังเก่า (Altes Rathaus) เป็นอาคารแซมด้วยไม้ตามแบบบ้านเยอรมันแบบเก่าแก่ ปัจจุบันศาลากลางจังหวัดหลังเก่านี้ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองซินเดลฟิงเง็น ครั้งแรกที่ฉันได้ชมย่านเมืองเก่าแบบเจาะลึกจริงๆ ก็ตอนที่ตะลอนเดินชมเมืองคนเดียว ฉันเดินออกจากบ้านมายังย่านตลาดแห่งนี้ใช้เวลาแค่สิบนาทีเอง หลังจากแวะอ่านหนังสือที่ห้องสมุดแล้วก็เดินท่อมๆ ในมือถือแผนที่กะว่าวันนี้จะไปลุยเมืองรอบนอกเสียหน่อย เดินไปได้เกือบถึงเขตนอกเมืองแล้วก็ชักงงๆ ว่าจะมีอะไรให้ดูอีกไหมเนี่ย
คลาวเดีย คุณครูใจดีแห่งโรงเรียนอนุบาลประจำเมือง ขณะที่ก้มๆ เงยๆ ดูแผนที่วางแผนอยู่นั้นก็มีผู้หญิงเยอรมันอายุวัยกลางคนเดินมาถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม พร้อมอาสาพาฉันเดินเที่ยว คงจะนึกว่าฉันเป็นนักท่องเที่ยวไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่กระมัง แต่อย่างไรก็ตามฉันก็เดินชมเมืองต่ออย่างเจาะลึกโดยมีคุณครูใจดีคนนั้น (มาทราบภายหลัง) อาสาเป็นไกด์พาทัวร์เมืองที่ตัวฉันเองมาอาศัยอยู่ !
บ้านแบบโบราณแซมด้วยไม้ที่ย่านเมืองเก่า หลังจากพาไปดูโรงเรียนอนุบาลที่เธอสอนอยู่แล้วก็แนะนำว่าน่าจะไปดูเขตเมืองเก่าที่มีบ้านไม้แบบโบราณอยู่หลายหลัง บางหลังก็จะพังแหล่มิพังแหล่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมั่นคงแข็งแรงและมีผู้คนอาศัยอยู่ด้วย ฉันว่าเขตเมืองเก่าและบ้านแซมไม้แบบโบราณของเยอรมันมีเสน่ห์ออก พวกเราปิดท้ายรายการทัวร์ด้วยการไปกินเกบับ (Kebap) ซึ่งเป็นอาหารของชาวตุรกีพบเห็นได้ทั่วไปตามเมืองต่างๆ ของเยอรมัน ฉันเองก็ชอบอยู่แล้วโดยเฉพาะยุฟคา (Yufka) อร่อยแล้วก็สามารถบอกคนขายให้เติมพริกได้อย่างเต็มที่ พอคุณครูใจดีบอกว่าจะพาไปที่ร้านเกบับที่ดีและอร่อยที่สุดในซินเดลฟิงเง็นซึ่งอยู่ใกล้ย่านตลาดนั้นฉันรีบบอกตกลงทันที ! และจากวันที่ได้รู้จักร้านเกบับที่ดีที่สุดประจำเมือง (ตามคำแนะนำของคุณครูใจดี) แล้ว ฉันก็ยกเลิกการไปกินเกบับที่ร้านอื่นๆ ไปโดยปริยาย ! งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับคุณครูใจดีที่ชื่อคลาวเดียค่ะ....
ทะเลสาบคลอสเตอร์และโบสถ์มาร์ติน มุมมองที่สวยงาม ดูสงบและร่มรื่นสบายตามากที่สุดสำหรับฉันก็คือแถวทะเลสาบคลอสเตอร์ ( Klostersee ) นี่ล่ะค่ะ วันว่างฉันมักจะมาวิ่งแถวนี้เป็นประจำเพราะอยู่ใกล้บ้านมากที่สุด แค่เดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามบ้าน เดินตามเส้นทางไปยังเขตสุสานประจำเมือง (Burghaldenfriedhof) ก็จะพบกับบริเวณสวนของชาวบ้านที่เขาใช้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกผัก ทำสวนครัว และปลูกดอกไม้ บ้างก็ใช้เป็นสถานที่สำหรับออกมาพักผ่อนตากอากาศในวันที่อากาศดีๆ ตามประสาการชีวิตของคนเยอรมันเขาล่ะ ยิ่งฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้หลากสีต่างก็พากันบานสะพรั่งเต็มไปหมดทั้งตามพื้นดิน และไม้ดอกยืนต้น มีแดดออก อากาศอบอุ่นไปตลอดทั้งวัน ก็จะพากันออกมาพักผ่อนเปิดอากาศ นอนเล่นอาบแดดเต็มไปหมด
พอผ่านบริเวณสวนมาได้ก็จะมีบ้านคนอยู่บ้างประปราย ภูมิประเทศแถวนี้สวยและน่าอยู่มากเพราะตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ต้นไม้เขียวชะอุ่ม ดอกไม้บานสะพรั่ง มองลงมาด้านล่างก็เป็นทะเลสาบ สวนสาธารณะให้เดินเล่นกันอย่างสบายใจ ทะเลสาบคลอสเตอร์เป็นทะเลสาบน้ำจืดกลางเมือง ในอดีตเห็นบอกว่าใช้น้ำจากที่นี่ไปผลิตไอศกรีมด้วย ที่ทะเลสาบแห่งนี้ไม่สามารถจะลงว่ายน้ำได้ จะเห็นมีก็แต่บรรดานกเป็ดน้ำ นกหงส์เอยว่ายเล่นกันเพลินๆ ส่วนใหญ่จะพบเห็นคนแก่จูงมือกันมาเดินเล่นเยอะมาก รองลงมาก็คงเป็นเด็กๆ ที่มีบรรดาพ่อแม่พามาวิ่งเล่น ออกกำลังกาย และมีสนามเด็กเล่นพร้อมอุปกรณ์การละเล่นเต็มไปหมด
ทัศนียภาพของโบสถ์มาร์ตินมองจากทะเลสาบคลอสเตอร์ หากต้องการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับทะเลสาบคลอสเตอร์และสิ่งมีชีวิตในท้องน้ำแล้วเขาก็มีพิพิธภัณฑ์ที่อาคารศูนย์ประชุมตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะแห่งนี้ด้วย และเมื่อได้แนะนำทะเลสาบคลอสเตอร์ไปแล้วก็ไม่น่าจะพลาดการไปเยี่ยมชมโบสถ์มาร์ติน (Martinkirche) ที่อยู่ไม่ไกลกันนั้นด้วย เป็นโบสถ์ยอดแหลมๆ ที่เห็นเมื่อมองมาจากฝั่งทะเลสาบนั่นล่ะค่ะ โบสถ์มาร์ตินแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองซินเดลฟิงเง็นมากที่สุดเลยก็ว่าได้ค่ะที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1050 แต่สร้างเสร็จสิ้นลงในปี ค.ศ. 1133 อยู่รายรอบไปด้วยธรรมชาติแสนสวยงามและเงียบสงบอีกแห่งหนึ่ง โดยทางโบสถ์จะเปิดให้เข้าทุกวันยกเว้นวันจันทร์วันเดียว
อลังการรถเมอร์เซเดส-เบนซ์สุดหรูเลิศ
จากประวัติศาสตร์ของเมืองดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าบริษัทเดมเลอร์ไคร์สเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เจ้าของยี่ห้อ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่คนไทยชอบนักชอบหนานั้นมีความสำคัญและอยู่คู่กับเมืองซินเดลฟิงเง็นมาตั้งแต่สมัยอดีตในตอนต้นศตวรรษที่ 19 โน่นแน่ะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากในหนังสือแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของเมืองจะบรรจุเอาบริษัท เดมเลอร์ไคร์สเลอร์ ไว้ในนั้นด้วย !
กับป้ายบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ด้านหน้าโรงงานประตู 1 โชคดีที่คู่หูของฉันทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ก็เลยถือโอกาสเอาประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับต้นกำเนิดของเจ้ารถยนต์สุดหรูนี้มาฝากกันค่ะ....... รุ่น Sport Coupe
รุ่น T-model
ตัวอย่างรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ของเดมเลอร์ไคร์สเลอร์ เอจี ที่ศูนย์บริการลูกค้าของบริษัท เดมเลอร์ไคร์สเลอร์ ทางเข้าที่ประตูหมายเลข 8 นั้นมักจะมีรายการเปิดแสดงแนะนำรถยนต์ของทางบริษัทฯ อยู่เป็นประจำนอกเหนือจากที่จัดแสดงอยู่แล้ว และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ก็มีรายการพิเศษเกิดขึ้นที่นี่ ชื่องานว่า DCFA - Information des Firmenangehoerigengeschaeft am Standort Sindelfingen ซึ่งเป็นงานเปิดตัวแนะนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น T-model (E-Class) กับรุ่น Carbriolet (CLK-Class) ที่มีคุณสมบัติ ลูกเล่น ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ทันสมัยครบถ้วน
งานวันนั้นมีผู้คนที่สนใจไปร่วมงานกันอุ่นหนาฝาคั่ง หันไปมองทางไหน เดินไปทางไหนก็เจอคนเต็มไปหมด แออัดกันเล็กน้อย กิจกรรมก็มีให้ดูให้ทำกันมากมายนอกจากไปดูบรรดาสินค้าต่างๆ ที่จัดแสดงไว้นั้น ข้างนอกก็มีลานของเล่นไว้บริการเด็กๆ ลานรถแข่ง เป็นต้น ที่นี่เขาไม่ได้ผลิตแต่รถหรูๆ เท่านั้นแต่ยังรวมถึงรถแข่ง และรถ Formula 1 (F1) ด้วย
เจ้าหน้าที่กำลังอธิบายและสาธิตคุณสมบัติรถเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นใหม่ เมื่อไปถึงบริเวณงานก็เป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่กำลังจะเปิดเวทีแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่พอดี ที่นี่ไม่ยักกะเห็นสาวเพร็ตตี้ (Pretty) เลยแฮะ.... มีแต่เจ้าหน้าที่หนุ่ม (เริ่มจะเหลือน้อยลงทุกวันๆ) ท่าทางอารมณ์ดีแต่งตัวเป็นหุ่นยนต์ อธิบายด้วยลีลาและน้ำเสียงแบบหุ่นยนต์แท้ๆ สมกับสโลแกน หรู (โม) เดิร์น สมกับยุคมิลเลนเนียมของรถเขาล่ะ พร้อมกับผู้ช่วยที่แต่งตัวแบบเก๋ไก๋สไลเดอร์พอๆ กันมาร่วมสร้างบรรยากาศเป็นผู้ควบคุมการใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ของรถ ลีลาท่าทางเขาบรรยายอย่างสนุกและเป็นมืออาชีพเลยล่ะค่ะ โดยที่ไม่ต้องมาอาศัยหน้าตาสวยๆ ของหญิงสาวเข้าช่วย แค่คุณสมบัติของรถก็ดึงคนได้มากพออยู่แล้ว..... รวมภาพบรรยากาศสดๆ จากงาน
บรรดารถยนต์ทุกคันที่เขาจอดแสดงทั้งในและนอกอาคารศูนย์บริการลูกค้านั้นเราสามารถเข้าไปทดลองนั่งได้ค่ะ แต่ขับออกไปไม่ได้ หากอยากลองขับต้องไปลงชื่อที่อีกอาหารหนึ่งที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ งานนี้ฉันก็ได้แต่ไปนั่งลูบๆ คลำๆ จับพวงมาลัยเล่นเสียนาน กระโดดจากคันนี้ไปคันโน้น มีมากมายหลายรุ่นเหลือเกิน ตื่นตาตื่นใจในใจไปในรูปร่างดีไซน์หลากหลายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นี่กับจากที่เห็นในบ้านเรา ในใจก็คิดเมื่อไหร่หนอจะมีโอกาสวาสนาได้เป็นเจ้าของรถคันนี้บ้าง ชาตินี้ทั้งชาติท่าทางจะลำบากยากเย็นน่าดูเป็นแน่แท้จริงเชียว....... เฮ้อ...... และเพื่อความเข้าใจกระบวนการผลิตรถยนต์ของบริษัทฯ อย่างละเอียด เขาก็มีโรงภาพยนตร์โรงเล็กฉายให้ดูด้วยค่ะ ตั้งแต่ประวัติการก่อตั้งบริษัท รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นแรกๆ พัฒนาการมาจนเป็นที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ความยาวของภาพยนตร์ชุดพิเศษนี้ก็ประมาณครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ หากใครสนใจสินค้าพรีเมี่ยมของบริษัทฯ ซึ่งมีให้เลือกดูมากมายก่ายกองตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆ ยันกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ฯลฯ ก็มีให้เลือกดูเลือกซื้อกันได้ที่ร้านค้าของบริษัท ที่มีมีแม้กระทั่งร้านขายโทรศัพท์มือถืออยู่ภายในอาคารด้วย ! พอเดินออกจากร้านสินค้าพรีเมี่ยมของทางบริษัทแล้ว ข้างๆ สังเกตเห็นว่ามีคนมุงดูกันเยอะมาก ก็ชักสงสัยอยากไปดูมั่ง คู่หูฉันบอกว่านี่ล่ะ ดูซะ.... เจ้ารถยนต์รุ่นที่แพงที่สุดของทางบริษัทฯ ! รถยนต์คันที่ว่านั้นก็คือ รถยี่ห้อไมบัค Maybach อีกแบรนด์ย่อยภายใต้การผลิตของบริษัทฯนั่นล่ะค่ะ เขาเอารถไมบัคมาโชว์ให้ดูเป็นขวัญตาด้วยหนึ่งคัน คันยาวเฟื้อยพร้อมประดับยนต์ที่หรูหราอลังการและคุณสมบัติที่ดีเลิศหลายๆ อย่าง แต่ด้วยคนมุงดูเยอะมาก ฉันเองไม่สามารถจะแหวกฝูง ฝรั่งมุง เข้าไปยืนถ่ายรูปใกล้ๆ ได้ ใกล้ที่ว่านี้คือรอบนอกของโซ่กั้นนะคะ เขาคงกลัวคนเข้าไปนั่งขย่มเล่นหรือทำสกปรกเป็นแน่แท้ ของแพงก็ต้อง (กีด) กันไว้ก่อน
รถยนต์ไมบัคที่ปัจจุบันได้แต่ยืนมองดูอยู่ไกลๆ เพราะไร้ซึ่งวาสนา @^o^@ จะไม่ให้ต้องระวังเป็นพิเศษได้อย่างไรกันล่ะคะ ก็รถยนต์ไมบัคนี้ราคาขั้นต่ำอยู่ที่คันละ 80 ล้านบาทค่ะ ! หรือประมาณขั้นต่ำ 1,702,127.00 ยูโร คิดเป็นเงินยูโรก็แพงเหลือหลายแล้ว..... ล่าสุดเจ้ารถยนต์ที่อภิมหาเศรษฐีเท่านั้นถึงจะมีวาสนาได้ขับก็ได้ไปโชว์ตัวที่งาน บากกอก มอเตอร์โชว์ 2004 ที่กรุงเทพฯ บ้านเราให้ตื่นตาตื่นใจมาแล้ว แถมยังมีเศรษฐีเมืองไทยสั่งซื้อไว้ใช้ตั้งสามคันกันยังไงล่ะคะ ไหนจะเจ้ารถยนต์เปิดประทุนได้ CLK นั่นอีกล่ะ ปัจจุบันที่ศูนย์บริการลูกค้าของบริษัทฯ ไม่มีการเอารถยนต์ไมบัคมาเปิดให้ลูกค้าดูใกล้ชิดอย่างงานก่อนหน้านี้แล้ว แต่เอาจอดแสดงไว้ให้คนดูไกลๆ ล่อตาล่อใจบรรดาลูกค้าขาจรที่ผ่านไปมาที่อาคาร Center of the Excellence ข้างๆ อาคารศูนย์บริการลูกค้าของบริษัทฯ แทน คนจนไม่มีวาสนาอย่างอิชั้นก็เลยได้แต่ยืนมองและถ่ายรูปอยู่ไกลๆ.......... สำหรับคนภายนอกที่อยากเข้ามาดูสินค้ารถยนต์ของทางบริษัทสามารถเข้ามาได้ในบริเวณศูนย์บริการลูกค้า (Kundencenter) เท่านั้น แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า มาแล้วก็เกิดกิเลสตัณหาอยากได้รถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์มาไว้ใช้สักคันเหลือเกิน หรืออย่างน้อยๆ ก็ได้ช้อปปิ้งซื้อสินค้า พรีเมี่ยมของทางบริษัทฯ ทั้งหลายสักหน่อย แต่พอคูณออกมาเป็นเงินบาททีไรก็ซื้อไม่ลงสักทีเลยค่ะ ได้แต่หยิบเอาชิ้นเล็กๆ เช่น เข็มกลัดมาพอเป็นพิธี พอที่จะดับความอาการน้ำลายหยดติ๋งๆ ทุกทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ณ สถานที่แห่งนี้ได้ค่ะ ส่วนเรื่องรถน่ะหรือ? เฮ้อ..... คนจนอย่างฉัน หมดสิทธิเต็มประตู ! รถยนต์สมาร์ทรุ่นล่าสุด หากพูดถึงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์แล้วไม่พูดถึงลูกสาวของเธอบ้างก็กระไรอยู่ โชคก็เข้าข้างฉันอีกล่ะเมื่อเดือนเมษายน 2547 ทางบริษัทสมาร์ทผู้ผลิตรถยนต์มินิ ขนาดเล็กๆ น่ารักได้จัดงานเปิดตัวรถยนต์สี่ที่นั่งรุ่นใหม่ขึ้นมา ก็ต้องเอามาเล่าสู่กันฟังเสียหน่อยตามประสาคนบ้ารถยนต์ แถมยังต้องระเหเรร่อนมาอยู่ในเมืองที่มีอุตสาหกรรมหลักเกี่ยวกับรถยนต์เสียด้วยสิ รถยนต์ยี่ห้อสมาร์ท (Smart) เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก เป็นลูกสาวของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แต่ที่เมืองไทยเราไม่มีรถยนต์ยี่ห้อนี้ ส่วนที่เยอรมันค่อนข้างเป็นที่นิยมกันมาก และนี่ก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่งของบริษัท DaimlerChrysler AG เนื่องจากบริษัทสมาร์ทนี้เป็นบริษัทลูกบริษัทหนึ่งของเดมเลอร์ฯ ดังนั้นก็เลยมีโชว์รูมที่ศูนย์บริการลูกค้าที่เดียวกันกับรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ Kundencenter ประตูทางเข้าหมายเลข 8 นั่นล่ะค่ะ
รถยนต์สมาร์ทรุ่นเดิมคันเล็กกระจิ๋วหลิวน่ารักน่าชัง ทางบริษัทฯ ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดของรถยนต์สมาร์มินิขึ้นมาเพื่อผู้โดยสารสี่ที่นั่ง ชื่อโมเดลว่า ForFour แปลตรงตัวก็คือรถยนต์สำหรับผู้โดยสารสี่คน หรือ รถยนต์สี่ที่นั่งนั่นเอง โดยงานนี้จัดตั้งแต่วันที่ 26-29 เมษายน 2547 ตั้งแต่สิบโมงเช้าจนถึงหกโมงเย็น ฉันกับคู่หูไม่อยากจะไปเบียดเสียดกับผู้คนมากมายในช่วงวันสุดสัปดาห์ ก็เลยเลือกไปช่วงวันธรรมดาดีกว่า ทั้งนี้ก็ต้องไปประมาณบ่ายโมง เพราะหลังจากนั้นคนจะเริ่มทยอยมากันเยอะเกินไปเดี๋ยวจะเดินชมรถไม่สนุก
รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้โดยสารสี่ที่นั่งเหมือนรถยนต์ปกติทั่วไป
โชว์ (บั้น) ท้ายอันแสนจะน่ารักกันสักหน่อย ในงานนอกจากจะเอารถรุ่นใหม่มาจัดแสดงแล้วก็ยังเอารุ่นเก่ามาให้ชมกันด้วย ที่งานแบบนี้ใครอยากลองนั่ง ลองจับ ลองสัมผัสได้หมดทั้งนั้น ส่วนจะลองขับต้องไปลงชื่อ เขียนคำร้องและรอคิวตัวเองที่อาคารของบริษัทฯ ที่ดูแลและบริการเรื่องการทดลองขับ งานนี้พวกเราก็ไม่พลาดไปลองขับฟรี ผู้เขียนเองติดใจคันที่ด้านในตกแต่งด้วยสีอิฐมากเพราะดูน่ารักดี ถ้าจะพูดให้เป็นภาษาวัย-สะ-รุ่น สักหน่อยก็คือ จ๊าบจริงๆ จ๊าบมากค่ะ ! แต่ว่าอาจจะเป็นข้อจำกัดของรถยนต์ขนาดเล็กก็ได้ ที่พอเร่งความเร็วหรือขับเร็วแล้วมักจะมีเสียงดังมากกว่ารถปกติทั่วไป อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบนะคะ ยังไงเสียรถยนต์สมาร์ทก็มีแฟนคลับอยู่เป็นจำนวนมากมายพอดู การออกแบบของรถมินิ สมาร์ทรุ่นนี้ก็สวย เก๋ สมาร์ทสมชื่อค่ะ ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ก็สะดวกครบครัน ที่นั่งด้านหลังหากไม่ต้องการก็พับเก็บได้ในบางโอกาส จะทำให้มีที่ว่างท้ายรถเก็บข้าวของได้เยอะขึ้น รถเล็กส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่การใช้งานอย่างนี้ล่ะค่ะ แต่ถ้าสามารถออกแบบให้ลงตัว ใช้สอยประโยชน์ในพื้นที่อันจำกัดได้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก แต่ว่าเห็นขนาดเล็กๆ อย่างนี้ก็เถอะ ราคาไม่เล็กตามเอาเสียเลย ! น่าจะลองไปเปิดตลาดที่เมืองไทยกันดูบ้างนะว่าจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่เห็นที่บ้านเราที่รถมินิเคยออกมาทำการตลาดอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็เงียบหายไปกับสายลมแล้ว ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังอยู่กันมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นรถยนต์ของสมาร์ทไปก็ไม่แน่เหมือนกันค่ะเพราะทั้งชื่อ ทั้งการออกแบบ และคุณภาพก็คงพอจะรับประกันความมั่นใจได้ อย่างนี้ก็ต้องลองกันสักตั้ง !
บทส่งท้ายแห่งการแนะนำเมือง จริงๆ แล้วเมืองซินเดลฟิงเง็นก็มีสถานที่ท่องเที่ยวให้เยี่ยมชมอีกหลายแห่งเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง สุสานโบราณ ป่าไม้ใกล้โรงพยาบาล ห้องสมุด หรือแม้แต่จะเป็นย่านชานเมืองรอบนอกออกไปก็จะพบเห็นวิถีชีวิต แบบบ้านอาคารที่พักอาศัยและอีกหลายๆ อย่างที่แตกต่างจากในตัวเมืองก็น่าสนใจเช่นกันค่ะ แต่จากที่เล่ามาคร่าวๆ ก็คงพอจะทำให้รู้จักเมืองนี้ขึ้นมาพอสมควรนะคะ และโดยภาพรวมแล้วฉันชอบเองก็ชอบวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้จริงๆ ค่ะ ดูสงบและไม่พลุกพล่านวุ่นวายแม้กระทั่งในชั่วโมงเร่งด่วนก็ตามที เป็นเมืองที่ตั้งแต่อยู่มาไม่เคยเห็นขอทานให้รกตาหรือคนที่ไม่มีบ้านให้อยู่เหมือนตามเมืองใหญ่เลย ผู้คนก็ค่อนข้างเป็นมิตร สาธารณูปโภคก็มีครบถ้วนไม่แตกต่างจากเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลายเลย นี่ล่ะค่ะเมืองซินเดลฟิงเง็นของสาวไทยคนนี้........
|
|
|
งานเขียนทุกชิ้นในเวบนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ดูรายละเอียดที่นี่ |
||
|
|
|
ตั๋วเครื่องบิน
|
โรงแรมที่พัก |
รายการทัวร์ | รถเช่า
|
บริการวีซ่า
| ร้านอินเตอร์เนต
|
สมุดเยี่ยม |
เวบบอร์ด |
รวมลิ้งค์