|
|
|
ตั๋วเครื่องบิน
|
โรงแรมที่พัก |
รายการทัวร์ | รถเช่า
|
บริการวีซ่า
| ร้านอินเตอร์เนต
|
สมุดเยี่ยม |
เวบบอร์ด |
รวมลิ้งค์
บันทึกนักเดินทาง - ซำเหมาคนไทยไปเยี่ยมเขมร มีนาคม 2547
โดย มุนาซัง
กลุ่มคนไทยแบกเป้ไปตะลอนเยี่ยมคนเขมร ใครอยากไปยกมือขึ้น.... แต่ความเป็นจริงน่าจะพูดว่า ใครอยากไปช่วยมาลงชื่อหน่อยเร็ว คงจะเหมาะสมกว่าเพราะนั่นคือประกาศชวนเพื่อนไปเที่ยวเขมรหรือกัมพูชาด้วยกันแบบซำเหมาที่ฉันบังเอิญไปอ่านเจอเข้าใน เวบบอร์ดของเวบไซต์แห่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าการเดินทางเอย การกินอยู่เอย ทุกอย่างก็ต้องไม่ได้สบายๆ เหมือนคนไปเที่ยวทั้งหลายพึงอยากจะทำ เวบบอร์ดดังกล่าวเป็นศูนย์รวมของนักเดินทางที่เป็นที่นิยมอีกแห่งหนึ่งที่ฉันเองก็แอบมาซุกซ่อน แฝงกายอยู่ในกระทู้นี้บ่อยครั้ง บางครั้งก็ช่วยตอบคำถามให้ด้วย ตัวฉันเองเคยฝันอยากไปเขมร ไปดูนครวัด นครธม และสิ่งก่อสร้างอันงวดงามตระการตาเมื่อสมัยอดีตซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกกับเขามาก็นานนมเหมือนกัน แต่ยังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้สักที ตอนนี้มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาประกาศหาเพื่อนร่วมเดินทางในวันที่ฉันสะดวกที่จะไปด้วยได้ก็เลยต้องรีบไปลงชื่อเสียหน่อยเพราะมีคนมาลงชื่อไว้เกือบสิบคนแล้ว ฉันไม่รอช้ารีบจัดแจงโทรหาคนที่มาลงประกาศทันที ได้ค่ะ....ฉันจะได้ไปเขมรสมใจอยากแล้ว รายละเอียดทุกอย่างถึงคนที่จะร่วมการเดินทางครั้งนี้จะถูกโพสต์ไว้ที่เวบบอร์ดดังกล่า กระทู้นี้ดูเหมือนจะยาวเหยียดมากเลย คนจัดนำเที่ยวที่ฉันเรียกว่า คุณวัฒน์ ท่าทางจะเป็นผู้ชายเจ้าระเบียบ รอบคอบน่าดู สังเกตจากการที่เขานำเสนอประเด็น การแจงรายการและการสรุปรายละเอียดต่างๆ นั่นล่ะค่ะ แถมยังใจดีอาสาจะช่วยรับทำวีซ่าและจองตั๋วให้กับทุกคนด้วย แต่สำหรับฉันเองจะต้องฝากให้ตัวแทนบริษัทนำเที่ยวเป็นคนยื่นขอให้เพราะจำเป็นต้องรีบใช้หนังสือเดินทางอยู่ในขณะนั้นพอดี พอถึงวันนัดทุกคนก็มาพบกันที่หมอชิต จำนวนผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 10 คน แต่มี 2 คนเดินทางล่วงหน้าไปรออยู่ที่อำเภออรัญประเทศอยู่ก่อนแล้วและจัดการจองที่พักค้างคืนให้กับทั้งคณะด้วย กำหนดเวลานัดหมายกันไว้ราวๆ หกโมงเย็น แต่กว่าจะมาครบทั้งแปดคนก็สายไปเกือบสิบนาที ฉันเองนั่งรถโดยสารปรับอากาศมาจากจังหวัดขอนแก่นตั้งแต่เช้าเพื่อมารวมพลที่นี่ก่อนถึงแม้จะไม่สะดวกเท่ากับนั่งไปที่จังหวัดสระแก้วแล้วต่อรถอีกรอบก็ตาม เวลากว่าหกชั่วโมงมาถึงที่นี่ก่อนเวลานัดเกือบสองชั่วโมงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียเล็กน้อยขึ้นมาแล้วเพราะคืนก่อนหน้าที่จะออกเดินทางก็ไม่ได้นอนหลับอย่างเพียงพอ ตอนแรกฉันก็กระวนกระวายใจเพราะเห็นบอกว่ารถเที่ยวนี้จะเป็นเที่ยวสุดท้ายที่จะไปอรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี แต่ก็ยังโชคดีที่รถบัสโดยสารก็ยังไม่ออกจากท่า สงสัยจะรอกลุ่มนักแบกเป้ซำเหมาคนไทยกลุ่มนี้เป็นแน่แท้..... อาการปวดหัวฉันเริ่มรุนแรงขึ้นทุกขณะระหว่างกำลังเดินทาง และอาเจียนไปตลอด ฉันมั่นใจว่าเป็นอาการแพ้อาหารแน่ๆ เพราะพักนี้เครียดจึงมีอาการแบบนี้เป็นประจำ หลายคนก็พากันเป็นห่วงนึกว่าฉันเมารถ ต่างก็ยื่นหยิบหยูกยากันให้ยกใหญ่แต่ฉันเองเตรียมกล่องยาฉุกเฉินสำหรับเดินทางไปด้วยเสมอเลยค่อยยังชั่วหน่อย น้องไต๋ หรือนามแฝงในเวบบอร์ดว่าโอเรโอที่ไปด้วยกันเอายาแก้อาเจียนมาให้กินพร้อมบอกว่าถ้าผลออกมาเป็นอย่างไรพรุ่งนี้อย่าลืมบอกด้วย แต่พอกินยาเข้าไปแล้ว แม้แต่ยาก็ยังต้องเอาออกมาให้หมดอยู่ดี กลางคืนพอไปถึงรีสอร์ทที่ชายแดนปอยเปต-อรัญประเทศเลยต้องนอนแซ่วอยู่ในห้องคนเดียวในขณะที่คนอื่นๆ เขาพากันไปกินข้าวต้มมื้อดึก โอย....ทรมานบันเทิงตั้งแต่ต้นทางเลยล่ะค่ะ.....
สะพานขาดระหว่างทางเลยพากันลงมาให้กำลังใจ ตอนเช้าทุกคนก็พร้อมเพรียงกันนั่งรถตุ๊กๆ ออกไปที่ด่านสองคัน อัดกันแน่นเป็นปลากระป๋อง ค่ารถหารกันคนละประมาณสิบบาท แต่ก่อนหน้านี้ทุกคนก็ได้เอาเงินรวมเข้าในกองกลางแล้วเพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายเวลาไปถึงเขมร น้องแป๋วได้รับมอบหมายให้เป็นเหรัญญิกเฉพาะกิจประจำคณะ บรรยากาศที่ด่านวุ่นวายมาก ทั้งผู้คนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยกันที่ตลาด บรรดาพ่อค้าแม่ขาย และเจ้าของกิจการรถรับส่ง บริษัททัวร์ต่างๆ ยิ่งพอผ่านออกมาเข้าด้านเขมรแล้วยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ บรรดานักแบกเป้คนไทยพากันโดนรุมด้วยพ่อค้าบริการรถรับส่ง กว่าจะผ่านมาได้ก็เสียเวลาไปมากโข ร้อนก็ร้อน กระเป๋าก็หนักขึ้นทุกทีๆ ค่าเช่ารถตกคันละประมาณ 1,200 บาทถ้วน แต่พวกเราขอต่อลงมาได้อีกสองร้อย แต่ต้องแอบตกลงกับคนขับว่าพวกเราจะเดินไปเองสักประมาณร้อยเมตรเพื่อที่จะหนีพ้นสายตาตำรวจที่มายืนกำกับอยู่ที่นั่นด้วยและไม่ยอมที่จะให้ส่วนลดใดๆ เพราะถ้าลดลงมาแล้วก็เท่ากับว่าคนขับรถจะไม่คุ้มค่าจ้างเนื่องจากทุกคนที่ขับรถที่นี่จะต้องจ่ายให้ตำรวจรายละสองร้อยบาทต่องาน ! ซ้ำร้ายพวกเรายังต้องมาผจญความหวาดเสียวบนท้องถนนจากปอยเปตไปยังเสียมเรียบอีกตลอดทางกว่าสองชั่วโมง ทั้งหลุม ทั้งฝุ่น ทั้งเจอสะพานขาดต้องรอซ่อมอีก แดดก็ร้อนสารพัดความไม่สะดวกสบาย เวลาที่รถวิ่งตกหลุมหรือต้องขับไปอาศัยอีกเลนและมองเห็นรถที่มาจากอีกฝั่งกำลังจะสวนทางมาทีไร บรรดาสาวไทยทั้งหลายก็ร้องกรี๊ดกร๊าดกันเมื่อนั ้น โดยเฉพาะพี่หมวย สาวสวยจากวารินชำราบ อุบลราชธานี รายนี้ไม่พลาดทุกทีเลยค่ะ (ทริปนี้มีสาวอีสานไปสองคน ดีใจได้แฝดกลับบ้านด้วย)
เฮ้อ..... หนทางยังอีกยาวไกล โชคยังดีที่พวกเรานั่งรถโตโยต้า แคมรี่มา แบ่งกันสองคัน คันที่เรานั่งคนขับยังหนุ่มฟ้อ (แต่จะหล่อเฟี้ยวหรือเปล่านั้นคงต้องถามเจ๊หมวยดู) คนขับของเราชื่อเหมือนสาวไทยเลยค่ะ ลิม เมทินี คนเขมรจะมีชื่อสกุลไว้ข้างหน้าเหมือนคนจีน คนเกาหลี คนเวียดนามค่ะ ระหว่างที่ขับรถแกก็จะอาสาเป็นไกด์บรรยายสภาพบ้านเมืองรอบข้างให้โดยตลอด นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราอีกล่ะ ผ่านตัวเมืองศรีโสภณมาไม่ไกลนักก็พบงานแต่งงานของชาวเขมรเข้าโดยบังเอิญ มีผู้คนแต่งตัวมาร่วมงานกันสวยเต็มไปหมด ส่วนใหญ่จะเน้นสีสดๆ เช่น สีชมพู สีแดง เป็นต้น ลักษณะเสื้อผ้าเป็นผ้าลูกไม้บ้าง ผ้าไหมบ้างคล้ายๆ กับของไทยเรานั่นเอง บรรดาไทยมุงทั้งหลายก็เลยหยุดรถขอเข้าไปสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ ใจจริงถ้าเจ้าภาพเขาเชิญก็อยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเหมือนกัน พวกเราสะดุดตากับป้ายสัญลักษณ์ของงานแต่งงานของคนเขมรกันมาก ทราบไหมคะว่าเป็นอย่างไร? ค่ะ พวกเราเองก็คาดไม่ถึง เป็นป้ายโปสเตอร์สี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดงมีตัวอักษร ดอกไม้เต็มไปหมด และมีรูปของดาราคู่รักไทยคู่หนึ่ง คือ คุณกบกับคุณบรู๊คค่ะ ! ทั้งสองใส่ชุดไทยพนมมือไหว้เหมือนกำลังจะรอรับน้ำสังข์ หันไปถามคุณเมทินี ไกด์กิตติมศักดิ์ของเราว่าอันนี้คือสัญลักษณ์งานแต่งงานของเขมรหรือคะ? แกบอกว่าใช่ครับ.... ที่นี่เขาดังมากเลยนะครับและคนเขมรก็ชอบเขามากๆ ด้วย
แวะข้างทางชมบรรยากาศงานแต่งพี่เขมรเสียหน่อย เอ.... หรือว่าที่ตกเป็นข่าวใหญ่โตนั้นมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังจริงๆ และคนเหล่านั้นก็คงเป็นคนกลุ่มน้อยด้วยล่ะ สักครู่ฝ่ายเจ้าภาพเขาก็เรียกเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวออกมาถ่ายรูปกับคณะไทยมุงชาวซำเหมาค่ะ.... เจ้าบ่าวอยู่ในชุดสูทสากล ส่วนเจ้าสาวอยู่ในชุดไทยสไบสีเขียว สวมมงกุฎ กับรองเท้าส้นตึกสีขาว สวยงามมากเหมือนกับเจ้าหญิงในวรรณคดีไทยเลยล่ะค่ะ ก่อนลาเดินทางต่อไปพวกเราก็ยกมือไหว้ขอบคุณทุกๆ คนที่นั่นที่ให้พวกเราได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศงานแต่งงานของคนเขมรแม้ชั่วขณะก็ตาม คนเขมรแท้จริงแล้วก็มีนิสัยน่ารัก เป็นมิตรแม้แต่กับคนแปลกหน้าไม่แตกต่างจากคนไทยนักหรอกค่ะ คนเขมร คนไทยก็ครือๆ กัน เราไม่น่าจะต้องมาทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเอาเสียเลยจริงๆ....... พอถึงเสียมเรียบหาที่พักได้แล้วก็เหมารถจากบริษัทของพี่คนขับอีกคนต่อเลย แกเลยกลับไปเปลี่ยนเอารถตู้มา พอได้รถตู้มาค่อยสะดวกสำหรับพวกเราหน่อยเพราะจะได้นั่งไปด้วยกันได้ทั้งหมด ค่าเช่ารถตู้วันละ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ครึ่งวันก็ครึ่งราคา เป็นราคาสำหรับวิ่งรถในเขตตัวเมืองพระนคร หากจะออกนอกเส้นทางไปพนมกุเลนและโตนเลสาบจะต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 ดอลลาร์ ขอส่วนลดแล้วยังไงก็ไม่เป็นผลสักที หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จก็ไปทำบัตรเพื่อเข้าชมวนอุทยานประวัติศาสตร์กันทันที ค่าบัตรเข้าชมนครวัด นครธมและปราสาทเล็กๆ รายรอบสำหรับเวลา 3 วันคือ 40 ดอลลาร์ แพงจริงๆ เลยค่ะสำหรับชาวซำเหมาอย่างพวกเรา เสร็จแล้วพวกเราก็ตะลุยกันทันทีไปที่ปราสาทโลเลย ปราสาทบากง ปราสาทพระโค ปราสาทพนม บาเค็ง และนครธมและด้วย แค่ครึ่งวันแรกก็ได้หลายที่แล้ว ทั้งปราสาทโลเลย ปราสาทบากง และปราสาทพระโคนั้นจะอยู่ในกลุ่มปราสาทของโรลูส (Roruos Group) ซึ่งในสมัยอดีตกลุ่มปราสาทนี้เปรียบเสมือนเมืองหลวงของหริหราลัยในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ในกลุ่มนี้ปราสาทบากงน่าสนใจที่สุดเนื่องจากเป็นการจำลองเขาพระสุเมรุตามความเชื่อของชาวพุทธ ทำหน้าที่เป็นวัดกลางของเมืองทำจากหินทราย พวกเราปิดท้ายรายการสำหรับวันแรกด้วยการไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่พนม บาเค็ง ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาระหว่างนครวัดกับนครธม ทำจากหินทราย สร้างโดยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เพื่อบูชาพระศิวะ มีอายุกว่า 800 ปีมาแล้ว สองข้างทางเป็นป่าไม้ละเมาะ มีวงดนตรีเขมรนั่งบรรเลงอยู่ และบริการให้ขี่ช้างด้วย ส่วนใครสนใจอยากจะลองนั่งบอลลูนก็เสียค่าบริการคนละ 5 ดอลลาร์ ตอนแรกฉันจินตนาการไว้ว่าพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่จะต้องโรแมนติคแน่ๆ เลย แต่ที่ไหนได้พอเห็นทางขึ้นเป็นเนินดิน สูงและชันขึ้นเรื่อยๆ ก็หมดอารมณ์โรแมนติคเสียก่อนแล้วค่ะ เมื่อยล้าผจญภัยกันมาทั้งวันแล้วแต่ก็ยังใจสู้อยู่ดี..... ต้องอาศัยเกาะกิ่งต้นไม้รายทางขึ้นไป แถมผู้คนก็เยอะมาก ทางขึ้นไปบนตัวปราสาทก็แคบๆ ชันๆ เสียเหลือเกิน ซึ่งนั่นก็สร้างขึ้นตามแบบความเชื่อในสมัยนั้นที่ว่าคนมีบุญเท่านั้นถึงจะขึ้นมาได้ แสดงว่าพวกเราชาวซำเหมาก็คงจะมีบุญกันทุกคนแน่ๆ นักท่องเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติถ้าเป็นเอเชียก็มีชาติญี่ปุ่น จีน เกาหลีและชาติตะวันตกอื่นๆ ภาพตะวันตกดินที่ได้เห็นไม่มีมุมไหนที่จะไม่เจอผู้คนเอาเสียเลยจริงๆ
บรรยากาศโรแมนติกที่ปราสาทพนมบาเค็ง ขากลับฉันก็ต้องลากสังขารอันอวบอ้วนลงมาอีกเช่นเคย ระหว่างที่กำลังไต่เนินดินลงมานั้นคุณป้าญี่ปุ่นสูงอายุหน่อยคนหนึ่ง หน้าขาวๆ ตาตี่ๆ ที่เดินทางป่ายปีนลงมาไม่ใกล้ไม่ไกลกันนักก็ไถลลื่นพรืดๆ ลงมาหาฉัน ฉันอาศัยมือไวยังกับลิงรีบคว้าข้อมือแกไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ ! ฉันถามแกด้วยความเป็นห่วงว่า อนาตะ วะ โด เดสกะ? คุณเป็นจั่งได๋ก๊ะ ... โอเคบ่ก๊ะ...?? แกรีบตอบว่า ไดโจบุ... ไดโจบุ... ซำบายมาก บ่มีปัญหา ก่อนจะเงยหน้ายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ปัดไม้ปัดมือถูฝุ่นพร้อมกับบอกขอบคุณฉันเป็นการใหญ่ โดโมะ อาริงะโตะ โกซาอิมัส... ขอบคุณอีหลีเด้อ... ฉันก็เลยตอบว่าไม่เป็นไรค่ะแล้วขอตัวออกมายืนคอยเพื่อนข้างนอกและมองหารถตู้ของพวกเราด้วย ไฮ้.... ซาโยนาระ...ข้อยไปล่ะเด้อ... ว้าว... ไม่น่าเชื่อ ฉันยังจำภาษาญี่ปุ่นได้เฉยเลย ไม่ได้ใช้มานานหลายสิบปีแล้วนะคะตั้งแต่สมัยเรียนมาและทำงานกับนายญี่ปุ่นของฉันเมื่อในอดีต ! สักพักฉันก็เห็นสามีแกเดินกระย่องกระแย่งตามมาทันไถ่ถามกันด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอีกคน สรุปวันแรกผ่านไปฉันก็เดี้ยงแล้วค่า.... แถมไม่ค่อยจะได้ความรู้มาประดับหัวสักเท่าไหร่เพราะลืมเอาคู่มือท่องเที่ยวของ Lonely Planet ไป อีกอย่างห้องสมุดเขางดให้บริการยืมหนังสือสองอาทิตย์ช่วงปิดเทอมเพื่อเคลียร์หนังสือก่อนเปิดซัมเมอร์ด้วย เลยอดค่ะ จะให้ลงทุนซื้อใหม่เล่มอื่นก็คงขัดศรัทธาว่าทริปนี้อยากเป็นแบบซำเหมาล้วนๆ นี่นา .... แต่ค่อยยังชั่วที่วันต่อมาก็มีไกด์และได้ซื้อ Lonely Planet ฉบับ Copy ราคา 5 ดอลลาร์มาใช้แก้ขัดได้ แต่ต้องทนกับหน้าบางหน้าที่เลือนๆ หายๆ โดยเฉพาะแผนที่ แต่ข้อมูลก็ครบถ้วนเหมือนเดิม
ฉากอมตะของอังกอร์ วัดยามพระอาทิตย์ทอแสงในตอนเช้าตรู่ เช้าวันต่อมาพวกเราตื่นกันแต่เช้ามากเพื่อจะไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดเห็นเขาร่ำลือกันว่าสวยงามเป็นนักหนา รออยู่ตั้งนานกว่าจะโผล่ขึ้นมาเป็นขวัญตา บรรดาสองหนุ่มน้อยนักศิลป์ของคณะ คือ โอเรโอ กับ คุณวัฒน์กดชัตเตอร์กันยกใหญ่ เปลี่ยนไปมุมโน้น มุมนี้กันให้สะใจขาโจ๋สุดๆ แถมยังบอกอีกว่า โฮ่ยย... หมดฟิล์มกันไปก็ตั้งหลายม้วน คราวหน้าต้องมาใหม่ในฤดูกาลที่แตกต่างจะได้ ฟิล ไปอีกแบบ ว่างั้น... ทำเอาคนหัวทึบไม่ค่อยจะมีอารมณ์ ศิลป ์ อย่างฉันต้องมองกล้องดิจิตอลป๊อกแป๊ก ปัญญาอ่อนในมือของตัวเองอย่างงงๆ...... สาวๆ งานนี้สวมวิญญาณนางอัปสรสวรรค์โพสต์ท่าเกลือกกลิ้งพื้นทางเดินของนครวัดแข่งกับนางอัปสราของจริงทั้งหลายอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ตลอดจนไพร่ฟ้าประชาชีทั้งหลาย จนฝรั่งที่ผ่านมาเห็นต้องรีบแจ้นเดินหลีกหนีกันจ้าละหวั่นไปหมด หลังหาอะไรกินกันมื้อเที่ยงที่บริเวณด้านนอกหน้าปราสาทนครวัดแล้ว ช่วงบ่ายก็ขึ้นรถตู้กันต่อไปที่ปราสาทบันทายสรี มีความหมายว่า เป็น "ป้อมแห่งสตรี" ถ้าแปลตามภาษาสันสกฤตซึ่ง "ศรี" แปลว่าความดีงามแล้วก็อาจจะแปลได้ว่า "ป้อมที่สวยงาม" ศิลปะการจำหลักลายบนหินทรายที่ปราสาทบันทายสรีนี้งดงามมาก เนื่องจากสร้างด้วยหินทรายสีชมพูแกะสลักภาพนูนต่ำจนเกือบดูเหมือนจะลอยตัว ซึ่งมีความประณีตอ่อนช้อยเสียเหลือเกิน มีทั้งเป็นรูปดอกไม้ ดอกบัว ภาพเทวดาและสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่ดูปราสาทต่างๆ ในเขมรมาฉันชอบที่นี่มากเลยค่ะเพราะว่าดูแล้วสะอาดตา สดใสจริงๆ ด้วย
หามาตั้งนาน หลักกิโลเมตร ของเขมร เพิ่งเจอนี่ล่ะ!
ทางเข้านครธมอีกด้าน มองเห็นโคปุระด้านหลัง เย็นๆ พวกเราแวะที่นครธมอีกครั้ง คำว่าอังกอร์ (Angkor) ก็คือเมือง หรือพระนคร และนครธม (Angkor Thom) ก็คืออาณาจักรพระนคร สร้างขึ้นมาโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงปี พ.ศ. 1724 1761 สร้างด้วยหินศิลาแลง ที่นครธมนี้จะมีทางเข้าอยู่ถึง 5 ประตู แต่พวกเราเข้าประตูทิศใต้ที่มีสะพานเข้าไปและสองฟากจะมีเหล่าเทวดาและอสูรอยู่ฟากละ 54 องค์และตนตามลำดับ กำลังฉุดนาคตามวรรณคดีที่พระนารายณ์ทรงกวนเกษียรสมุทร ซุ้มประตูหรือโคปุระนี้มียอดสูงเด่นมาก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่นี่กัน หลังจากนั้นคณะของพวกเราก็ผ่านประตูเข้าไปข้างในเพื่อไปชมกลุ่มปราสาทต่างๆ เช่น ปราสาทบายน ปาปวน พิมานอากาศ นางสิบสอง ระเบียงช้างซึ่งเป็นลานสำหรับใช้สมโภชน์ในงานพิธีต่างๆ เมื่ออดีด สิ่งที่สะดุดตาและสวยงามที่สุดของนครธมก็คือบรรดาใบหน้าต่างๆ ที่ปราสาทบายน ซึ่งแต่ละยอดของปราสาทมีรูปสลักใบหน้าคนทั้งสี่ทิศ จำนวนกว่า 54 ยอด ดังนั้นใบหน้าจึงมี 216 ใบหน้า ปราสาทบายนนี้สร้างขึ้นในตามคติพุธนิกายมหายานในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่นกัน
ปราสาทที่มีแต่ใบหน้ารูปนี้เต็มไปหมด ตกค่ำมาพวกเราก็อาศัยตลาดและร้านอาหารข้างถนนนั่นล่ะประทังชีวิตเช่นเคย แต่ละคนดูหน้าตาเหนื่อยๆ อิดโรยและดำคล้ำกันอย่างเห็นได้ชัดเพราะแดดกลางเดือนมีนาคมที่นี่ร้อนเปรี้ยงมากเลยล่ะค่ะ อาหารการกินไม่มีใครกินกันเกิน 1 ดอลลาร์ต่อมื้อเลยสักคน เพราะอาหารตามสั่งจานหนึ่งก็ 20 บาทไทย ส่วนที่เหลือก็เป็นค่าเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมได้พอดิบพอดี แต่ละวันพอกลับถึงที่พักก็พากันหลับเป็นตายทุกที แต่คืนนี้ พี่กุ่ย ฉัน แป๋ว น้องไต๋ และคุณวัฒน์เช่าพากันเช่ารถสามล้อเครื่องด้วยราคาคนละหนึ่งดอลลาร์รวมค่านั่งรอเบ็ดเสร็จ เพื่อไปชมราตรีของเมืองเขมร ตอนแรกตั้งใจจะไปที่โรงพยาบาลเด็กเพราะจะมีการแสดงคอนเสิร์ตเดี่ยวเชลโลแต่ปรากฏว่าเขาเลิกเล่นตั้งแต่หนึ่งทุ่มแล้ว พวกเราเลยหมดโอกาส คนขับรถของพวกเรายังหนุ่มแน่นและสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษชัดเจนและเพราะมากกว่าคนเขมรคนอื่นที่เราได้สัมผัสมาในครั้งนี้ เขาบอกว่าเขาเพิ่งเรียนภาษาอังกฤษไม่ถึงสองปีเองเพื่อที่จะให้ได้มีงานมากขึ้นเรื่อยๆ ห้าชีวิตเลยตกลงทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่างานวัดเขมรกับไทยจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
เด็กก๊วนเขมรมาวิ่งเล่นแถวๆ ปราสาท ดูๆ แล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างจากงานวัดบ้านเราเลยค่ะ มีการออกร้านขายของแต่ไม่เยอะเท่าแผงลอยขายของกินเล่น ร้านเล่นเกมปาเป้า ม้าหมุนและอื่นๆ เป็นต้น ประจวบเหมาะกับวันนั้นมีรายการส่งเสริมคนเขมรให้ใช้ถุงยางอนามัยกันด้วย เขาก็จะมีสินค้ามาแจก ที่เวทีก็มีวงดนตรีมาบรรเลง มีการแสดงการฟ้อนรำแบบเขมรบ้าง แนวความคิดและท่ารำก็เหมือนของไทย ตอนที่พวกเราได้ดูเป็นรำนางเมฆขลาล่อแก้วค่ะ
แม่ค้าขายแตงโมข้างทางกับลูกสาว แตงโม๊... แตงโมจินตะหรา... จากงานวันนั้นพวกเราทั้งหลายกลายเป็นฝรั่งหัวแดงกันหมดเพราะฝุ่นหนาคลุ้ง ตลบอบอวลไปทั้งงานเลย เสื้อผ้าที่ใส่ไปก็มอมแมมดูไม่ได้ งานวัดเขมรช่างมีสีสันจริงๆ..... โดยเฉพาะสีฝุ่นสีแดง......... สำหรับวันที่สามของการตะลอนเที่ยวเขมรพวกเราคุยกันไว้ตั้งแต่วันก่อนแล้วว่าจะว่าจ้างไกด์นำทางกัน การที่ให้มีไกด์นำทางนั้นทำให้บรรยากาศของการย้อนกลับไปดูยังสถานที่เดิมๆ ของเมื่อวานค่อนข้างสนุกสนานและได้ความรู้มาก ไกด์เราชื่อคุณสุภาพตามสำเนียงไทย สำเนียงเขมรก็คือ สุน เพียบ พี่แกก็เก่งเหลือหลายความรู้ทางประวัติศาสตร์แน่นขนัด ชื่อบุคคล ตัวเลขปีพุทธศักราช เหตุการณ์ต่างๆ ไม่มีตกหล่นและผิดเพี้ยน สอดแทรกไปด้วยอารมณ์ขันเป็นบางช่วง ภาษาไทยก็ชัดแจ๋วเพราะแกเคยมาทำงานที่เมืองไทยเพื่อเรียนภาษาไทยและฝึกเอาสำเนียงที่ถูกต้องด้วย แนวความคิดนี้น่ายกย่องมากค่ะ ช่วงเช้าพวกเราไปแวะเก็บข้อมูลรายทางจากเมื่อวานและมีเพิ่มเติมเข้ามาอีกคือ ปราสาทตาพรหม ตาสม แปรรูป และปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทตาพรหมเชื่อกันว่าเป็นราชวิหารที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระราชชนนี บริเวณ ภายในปราสาทดูร่มรื่นด้วยต้นไม้ดึกดำบรรพ์อายุนับร้อยปีนานาชนิด ที่ปราสาทตาพรหมนี่เองที่กองถ่ายทำหนังฮอลลีวูด เรื่อง Tomb Raider ได้มาปักหลักถ่ายทำกันที่นี่ ภาพของปราสาทหินที่มีต้นไม้ใหญ่ที่คุณไกด์บอกว่าเป็นต้นสะปงนั้นมีรากไม้ขนาดใหญ่มหึมาชอนไชออกมาปกคลุมปราสาทดูทั้งน่ากลัวและน่าตื่นตาตื่นใจด้วย ไม่วายเว้นแม้แต่ตามช่องว่างของก้อนหินขนาดใหญ่แต่ละก้อนในบริเวณใกล้เคียง ที่ปราสาทตาสมก็มีแบบนี้เหมือนกัน
หลังจากนั้นก็นำไปทำพิธีกรรมที่ปราสาทแม่บุญตะวันออก ซึ่งเป็นวัดฮินดู มีลักษณะการก่อสร้างคล้ายคลึงกับปราสาทแปรรูป วันนี้ช่วงบ่ายเป็นไฮ-ไลท์นครวัด นครธมอย่างแท้จริง ปราสาทนครวัด ( Angkor Wat ) เป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระนคร มีความงดงามอลังการตระการตาที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดในบรรดาปราสาทขอมโบราณทั้งหลายปัจจุบันนครวัดได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุด และได้รับการยกย่องให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ หนึ่งในจำนวนเจ็ดสิ่งของโลก สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงปี พ.ศ. 1656 1693 คุณไกด์พวกเราเล่าว่าการก่อสร้างปราสาทนครวัดนั้นเปรียบเสมือนการย่อส่วนของจักรวาลตามคติความเชื่อของอินเดียโบราณที่ขอมรับมาอีกทอดหนึ่ง ลักษณะของตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดพื้นที่กว้าง และยาวราว 1,500 และ 1,300 บาท เมตร มีคูน้ำขนาดกว้าง 190 เมตร ยาวด้านละ 1,900 เมตร ล้อมรอบ เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองเสียมเรียบ ดังนั้นโรงแรมที่สร้างขึ้นใหม่ในตัวเมืองห้ามสร้างเกิน 5 ชั้นหรือสูงกว่านครวัดอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ภาพจำหลักนูนต่ำที่นครวัดนี้เป็นเรื่องของมหากาพย์รามเกียรติ์ ภาพพระนารายณ์อวตารในปางต่างๆ การตรวจพลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ภาพทหารขำขันของ กองทัพแห่งกรุงสยาม ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีประเทศแต่อยู่กันเป็นกลุ่มๆ จึงเรียกว่า เสียมกุก และภาพการกวนทะเลน้ำนม หรือ กวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้น้ำอมฤต ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีความยาว 49 เมตร และภาพจำหลักนูนต่ำที่สะดุดตาที่สุดอีกกลุ่มก็คือภาพเหล่านางเทพยดาอัปสรสวรรค์ หรือ นางอัปสรา ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1,635 นาง สลักอยู่บนฝาผนังระเบียงและโคปุระทุกชั้น แต่ละนางมีลักษณะทรงผม การแต่งกาย และสวมใส่เครื่องประดับที่แตกต่างกันไป ไกด์เล่าว่ามีนางอัปสราแต่งกายและยืนโพสต์ท่าแปลกๆ ไปก็มีเดี๋ยวจะพาไปดู นั่นก็เกิดจากอารมณ์ขันของช่างในสมัยนั้นที่สามารถทำนางอัปสราออกมาให้แตกต่างจากแบบแผนทั่วไปได้ ว่ากันว่าถ้าจำแนกทรงผมของนางอัปสราทั้งหลายแล้ว อาจจะได้ถึง 36 ทรงผม และนางอัปสราที่มีลักษณะแปลกๆ อาทิ นางอัปสรายิ้มเห็นฟัน นางอัปสราเผยอลิ้น 2 แฉก นางอัปสราทรงผมเซเล่อร์มูนที่ไกด์เราเรียกว่า นางอัปสราทันสมัย นอกจากนี้ยังมีนางอัปสราใส่กางเกงขาสั้น และไม่ใส่กางเกงในก็มี นี่ถ้าพวกเราเดินสุ่มๆ กันมาเองก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ชวนยิ้มของนครวัดเป็นอย่างแน่แท้ หลังจากชมภาพจำหลักต่างๆ เกือบทั่วแล้ว คุณไกด์ก็พาพวกเราไปปีนนครวัดขึ้นไปจนถึงยอดปราสาทที่สวยงามและไปดูสุดยอดนางงามอัปสราอันดับหนึ่ง สอง และสามด้วย ทั้งปีนขึ้น ปีนลงน่าเสียวไส้มากแต่พวกเราทุกคนก็ผ่านพ้นมาด้วยดี ไกด์บอกว่าใครที่มานครวัดและปีนขึ้นไปจนถึงยอดสูงสุดของปราสาทแล้วถือว่ามีบุญ พวกเราเองก็มีบุญกันทุกคน...... See Angkor Wat and die ส่วนเหล่าบรรดานางอัปสราเมดอินไทยแลนด์ก็ยังไม่เบื่อกับการถ่ายรูปสวยๆ อีกตามเคย ทั้งรูปเดี่ยวและรูปหมู่ ไม่เพียงแค่เท่านั้นวีรกรรมของพวกคุณเธอ (และคุณชายทั้งสาม) ก็ยังไปคอยสร้างความลำบากให้กับคุณไกด์ที่น่ารักของเราด้วย กล้องสิบกล้องกว่าจะเวียนถ่ายหมด คุณไกด์แกห้อยเต็มแขนอีรุงตุงนัง บางครั้งถ่ายไปแล้วต้องหยุดคิด เอ...... กล้องอันไหนยังไม่ได้ถ่ายเนี่ย พวกดารานางแบบนายแบบต่างก็ฉีกยิ้มกันจนเหงือกแห้งเป็นนานสองนาน ฝรั่งคนหนึ่งเดินผ่านมากับแฟนสาวคงจะเห็นภาพน่ารักๆ ของคุณไกด์กับพวกเราเลยยกกล้องขึ้นมาถ่ายซ้อนภาพไกด์ช่างกล้องกิตติมศักดิ์กับกลุ่มซำเหมาชาวไทยอีกรอบ
เหล่านางอัปสราจำแลงจากแดนพี่ไทยกำลังเอ็นจอยการอาบแดดเสียเลยเกิน พอตกค่ำลงมาหน่อย พวกเราก็นั่งรถตู้คันเดิมขับปุเลงๆ แวะไปดูบารายตะวันตกก่อน เป็นสระน้ำโบราณขนาดใหญ่สร้างในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 เพื่อการชลประทานและใช้ในงานพิธีกรรมตามความเชื่อ บารายนี้มีความกว้างประมาณ 2 กิโลเมตร และยาวประมาณ 7 กิโลเมตร มีการนำเอาหินศิลาแลงมากรุไปจนถึงก้นสระ ทัศนียภาพที่นี่ก็สวยงามอีกเช่นกัน คล้ายๆ กับที่เขื่อนของเมืองไทยเรา มีอาหารการกินง่ายๆ และสินค้าที่ระลึกขายด้วย ก่อนออกไปดูพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งคราวนี้น่าจะเรียกว่าตกน้ำเสียมากกว่าที่ทะเลสาบน้ำจืดโตนเล ( Tonle Sap ) การเดินทางที่ต้องทรหดอดทนอีกอีกตามเคย ถนนที่เป็นทางออกจากเสียมเรียมห่างจากตัวเมืองไม่เท่าไหร่ก็ช่างแตกต่างกันลิบลับ เป็นถนนดิน มีทรายสีขาวๆ นี่ล่ะ จะมีบ้านของพวกชาวน้ำมีเสาบ้านสูงๆ อยู่ เรียงรายโดยรอบ คนที่นี่พอเวลาน้ำขึ้นเขาก็จะย้ายไปอยู่บ้านเรือในทะเลสาบโตนเลกันหมด พอน้ำลงก็ค่อยกลับมากันใหม่
บาราย อ่างเก็บน้ำที่ใช้แรงงานคนขุดมีขนาดมหึมาอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเราจ่ายค่าล่องเรืออีกคนละห้าดอลลาร์ค่ะ เหม็นกลิ่นน้ำ กลิ่นคาวของชายทะเลมากบริเวณใกล้ๆ ฝั่ง แต่พอมาถึงกลางทะเลสาบก็ดีขึ้น ที่นี่เป็นแหล่งชุมชนอีกแหล่งเลยค่ะ มีหลายหมู่บ้าน มีโรงเรียนด้วย แต่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่สวยมาก ค่อยยังชั่วหน่อย ร้านอาหารเรือที่มีเพดานให้ขึ้นชมนั้นไม่ค่อยมีคนเยอะนัก ตะวันลับฟ้าที่โคนเลสาบ สุดจะโรแมนติกเลยฮ่ะ..... เช้าวันที่สี่พวกเราต้องกลับบ้านกันแล้ว มีหนุ่มๆ บางคนที่ยังหลงใหลเสน่ห์เมืองเขมรอยู่แอบพากันตื่นแต่เช้า นั่งรถสามล้อรับจ้างไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดกันเป็นการสั่งลา ส่วนคนอื่นๆ บ้างก็ยังคงนอนหลับใหลอยู่ บ้างก็พากันเดินไปซื้อของฝากที่ตลาด แต่พอขากลับคนขับรถก็พาทั้งคณะแวะที่ตลาดอีกเหมือนเดิมซึ่งพวกเราก็ได้รถแคมรี่สองคันเช่นเคยเหมือนขามา พอมาถึงที่ด่านฉันกับพี่หมวยต้องรีบกลับกันก่อนเลยไม่แวะต่อที่โรงเกลือกับคณะ พอมาถึงท่ารถโชคดีมีรถกำลังจะออกไปสระแก้ว แล้วต่อเข้าโคราชอีกทีและกลับขอนแก่นเลย ฉันนั่งหลับเป็นตายตลอดทางเพราะเหนื่อยและเพลียเสียเหลือเกิน งานนี้สนุกจริงๆ ค่ะ เป็นสีสันแห่งชีวิตเลยก็ว่าได้ ทั้งได้ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในราคาประหยัด ทั้งได้เพื่อนใหม่ๆ เพิ่มมาอีกตั้ง 9 คน จากการที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันตลอดเวลา 4 วัน 3 คืนนั้นสอนให้เรารู้จักการแบ่งปัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความอดทนและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การรู้จักการวางแผนงานและการใช้เงิน ฯลฯ ประสบการณ์ดีๆ อย่างนี้เราไม่จำเป็นต้องซื้อหามาด้วยมูลค่าแพงๆ หรอกค่ะ ในการเดินทางครั้งนี้ต้องขอขอบคุณหัวเรือใหญ่ก่อนอื่น คือ คุณวัฒน์ (คิง ฟิชโช่) และเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ร่วมแก๊งซำเหมาของเรา มีหนุ่มๆ อีกสองคน คือ คุณสาน กับ น้องไต๋ (โอเรโอ) ส่วนสาวๆ ก็มีพี่กุ่ย พี่หมวย อาวุโสที่สุด ที่เหลือก็มี แอน อ๋อ แป๋ว หน่อย และฉันเอง ขอบคุณมากๆ ค่ะที่ช่วยดูแลซึ่งกันและกันจนทริป ทรมานบันเทิง ของพวกเราจบลงไปด้วยดี ปีหน้าฟ้าใหม่ถ้ามีโอกาสก็คงได้ไปร่วมแบกเป้เที่ยวแบบซำเหมาด้วยกันอีกอย่างแน่นอน ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการเดินทางไปกัมพูชา คนไทยที่ต้องการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในกัมพูชาจะต้องมีวีซ่า ติดต่อขอวีซ่าได้ที่สถานทูติกัมพูชาประจำประเทศไทย ค่าทำวีซ่าคนละ 1,000 บาท และอยู่ได้นาน 30 วัน และยังสามารถไปทำวีซ่าที่ด่านได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องเสียเวลารอกันนานและไม่สะดวก นอกจากเดินทางเข้าโดยสายการบินต่างๆ แล้ว ยังสามารถข้ามแดนได้ที่ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต ซึ่งจะเปิดทำการระหว่างเวลา 07.30 17.00 น. เงินที่ใช้ในเขมรส่วนใหญ่จะสามารถใช้ได้ 3 สกุล คือ สกุลเงินเรียลของเขมรเอง สกุลเงินไทย และสกุลเงินดอลลาร์ บางทีใช้เงินไทยก็จะได้เงินทอนเป็นเงินเรียล ส่วนพวกซำเหมาของเรายังเคยจ่ายค่าอาหารและซื้อของโดยจ่ายทีเดียวสามสกุลเลย ! ที่พักในกัมพูชามีให้เลือกหลายระดับตั้งแต่เกสต์เฮ้าส์เฉลี่ยราคาคืนละ 5 ดอลลาร์ขึ้นไปเป็นห้องพัดลม ห้องแอร์ราคาเริ่มที่ 12 ดอลลาร์ ไปจนถึงโรงแรมระดับหรูราคาหลายพันดอลลาร์ต่อหนึ่งคืน ส่วนอาหารการกินคนเขมรก็กินง่ายๆ คล้ายคนไทย ราคาทั่วไปก็ใกล้เคียงกัน แพงกว่าหน่อยตามภัตตาคาร เครื่องดื่มมีขายตามจุดท่องเที่ยวแทบจะทุกที ราคาคนไทยจะถูกกว่าที่เขาขายคนญี่ปุ่นและฝรั่งกัน แต่คนไทยก็ยังต้องขอต่อลงมาด้วยความเคยชิน ! ยกตัวอย่างเครื่องดื่มน้ำอัดลมกระป๋อง ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นหรือชาติตะวันตกจะขายกระป๋องละ 40 บาท แต่คนไทยซื้อจะขายกระป๋องละ 20 บาท แต่สำหรับผู้เขียนเองขอต่อได้กระป๋องละ 15 บาทแพงกว่าเมืองไทยเล็กน้อยเท่านั้นเอง หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางไปเขมร นอกจากค้นคว้าจากหนังสือท่องเที่ยวที่มีจำหน่ายทั่วไปแล้ว ยังสามารถหาความรู้เพิ่มเติมทางอินเทอร์เนตได้ที่เวบไซต์ดังต่อไปนี้ค่ะ http://www.tourismcambodia.com http://www.visit-mekong.com/cambodia
|
||
|
งานเขียนทุกชิ้นในเวบนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ดูรายละเอียดที่นี่ |
||
|
|
|
ตั๋วเครื่องบิน
|
โรงแรมที่พัก |
รายการทัวร์ | รถเช่า
|
บริการวีซ่า
| ร้านอินเตอร์เนต
|
สมุดเยี่ยม |
เวบบอร์ด |
รวมลิ้งค์