Muna Tours Co., Ltd.

Thai | English | Deutsch | ตั๋วเครื่องบิน | โรงแรมที่พัก | รายการทัวร์ | รถเช่า | บริการวีซ่า | ร้านอินเตอร์เนต | สมุดเยี่ยม | เวบบอร์ด | รวมลิ้งค์

บันทึกนักเดินทาง - ซินจ่าวเวียดนาม มกราคม 2547

โดย มุนาซัง

The Traveller's Diary
Muna

การเดินทางแบบลุยๆ ไปเวียดนามของฉันครั้งนี้เริ่มต้นที่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาวค่ะ เพราะถ้าไปทางรถจะถือเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด ท่านกงสุลเวียดนามประจำที่สถานกงสุลใหญ่แห่งจังหวัดขอนแก่นได้แนะนำฉันไว้พร้อมทั้งเอาแผนที่มาอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด ลออว่าจะต้องผ่านที่ไหนบ้าง

ฉันมีผู้ติดตามไปด้วยหนึ่งคนค่ะหรือจะเรียกเขาว่าเพื่อนคู่หูเดินทางก็ไม่ผิดเพราะช่วงปีหลังๆ มานี้เรามักจะเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกันเสมอ แต่อาจจะเป็นคู่หูที่แปลกประหลาดไปสักหน่อยตรงที่จะชอบขัดคอกันอยู่เป็นประจำ เราสองคนต้องมีเรื่องให้ถกเถียงกันอยู่ตลอดระหว่างการเดินทาง ส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว ผู้คนและอื่นๆ เป็นต้น

แต่พวกเราก็ยังรักกันดีอยู่เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงต่อให้จะทะเลาะกันบ้างหรือบ่อยแค่ไหนก็ตาม.......

 

คณะยิปซีเล็กๆ ของสองเราหาซื้อตั๋วรถบัสโดยสารเพื่อจะข้ามฝั่งจากกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาวไปยังเมืองเว้ ประเทศเวียดนามหลังจากที่เตรียมการจองตั๋วเครื่องบินขากลับเข้าไทยจากหลวงพระบางไปเชียงใหม่โดยการบินไทยไว้ก่อนแล้วเพื่อความสะดวกเพราะพวกเราจะ

ไม่กลับทางเดิมผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่หนองคาย ในตอนนั้นการบินไทยเพิ่งจะเปิดเส้นทางบินปฐมฤกษ์ หลวงพระบาง-เชียงใหม่ได้ไม่ถึงสัปดาห์เอง ก็ค่อนข้างสะดวกดีค่ะ

ตั๋วไปเมืองเว้ราคาคนละ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ถือว่าราคากำลังเหมาะสม แต่ไม่รู้ว่าเส้นทางจะลำบากลำบนมากน้อยแค่ไหน ประเดี๋ยวก็รู้.....

ตกค่ำพวกเราก็มารอหน้าบริษัทที่ที่เราซื้อตั๋วและเอากระเป๋ามาฝากไว้ด้วย มีฝรั่งแบบแบกเป้มายืนรออีกหลายคนเหมือนกัน รสบัสก็ดูโอ่โถง น่าสบายดีในตอนแรก พวกเราก็รีบกระโดดขึ้นไปจับจองที่นั่งที่ชอบทันที หลังจากนั้นรถก็ออกไปเสียเวลาจอดรับผู้โดยสารคนอื่นๆ อีกสองจุดและจัดเก็บสัมภาระให้เป็นระเบียบ นาทีนี้ล่ะที่เริ่มมีความรู้สึกอึดอัดแล้ว เพราะรถบัสของพวกเราอัดแน่นเหมือนปลากระป๋อง เต็มไปด้วยกระเป๋าเป้ใบใหญ่ๆ ของฝรั่งนักท่องเที่ยวเต็มรถไปหมด นอกจากคนขับและผู้ช่วยขับจำนวน 3 คนแล้ว ก็มีหนุ่มญี่ปุ่นคนหนึ่ง คนไทยคนหนึ่ง (ฉันเองค่ะ) นอกนั้นก็ฝรั่งหัวแดง หัวทองกันหมดเลย

เอาล่ะ... ในที่สุดรถบัสของเราก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางเสียที แอ่น....แอน...แอ๊นนนน....

แต่เดี๋ยวก่อน อยู่ดีๆ คุณแหม่มที่นั่งอยู่เบาะด้านหน้าของพวกเรากับแฟนเธอก็เอะอะโวยวายขึ้นมาว่า ตายล่ะหว่า...เธอดันลืมกล้องไว้ในรถแท็กซี่คันที่พวกเธอนั่งต่อมาที่รถบัสนั่นค่ะ ไม่มีรายละเอียดอะไรของคนขับมากนัก รู้แต่ว่านั่งมาจากเกสต์เฮ้าส์ คนขับต้องหยุดรถแล้วแฟนผู้ชายตัวโตรีบกระโจนออกไปข้างนอก นั่งรถตามล่าหากล้องถ่ายรูปทันที

คนข้างในรถที่เหลือพากันเริ่มเซ็งแซ่ถาม (ยัย) ผู้หญิงคนนั้นกันยกใหญ่

เธอบอกว่า “ ถ้าฉันสูญเสียกล้องอันนี้ไปฉันคงขาดใจตายแน่ๆ.... ”

ตอนแรกฉันเองก็นึกหมั่นไส้ อะไรแล้วทำไมไม่รู้จักรอบคอบล่ะ ทำให้คนอื่นเสียเวลา ยิ่งร้อนๆ อยู่ด้วย (ฉันเป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิดค่ะ โดยเฉพาะที่ต้องมาเสียเวลารอคนอื่นกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง) แต่พอหล่อนบอกว่าเขามีโครงการเที่ยวแถบเอเชียนี้ตั้ง 7 เดือนแน่ะ อุตส่าห์ขายกิจการมาออกเดินทางท่องโลกกับแฟน กลับไปค่อยเริ่มต้นงานใหม่ แล้วกล้องนั้นก็เก็บภาพความประทับใจทั้งหมดไว้ด้วย เออนะ... เป็นฉันๆ เองก็คงต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่เลย ฉันยิ่งชอบสะสมภาพจากการเดินทางอยู่แล้วด้วย

ผู้หญิงคนนั้นทำหน้าเศร้าๆ แล้วบอกว่า

“ โอ้.... ฉันรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ ถ้าหากล้องไม่เจอ ”

(ฉันแอบคิดในใจว่าร้องก็ร้องสิยะเผื่อจะรู้สึกโล่งขึ้น) ฝรั่งผู้ชายตัวโตๆ ก็ปลอบกันยกใหญ่ว่าไม่ต้องร้องหรอกน่า... เดี๋ยวก็ได้คืน ยังกะเด็กเล็กๆ แน่ะ เฮ้อ.......

กว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไป.... ในที่สุดคุณผู้ชายเธอก็กลับมาบอกว่าได้กล้องคืนกลับมาแล้ว ทุกคนบนรถร้องเย้ โห่ขึ้นมาด้วยความดีใจ พร้อมๆ กับปรบมือกันเสียยกใหญ่ ยังกับฮีโร่ก็ไม่ปาน .....

พวกเราทั้งคันรถเริ่มจะสนุกกันก็ตอนนี้ล่ะค่ะ เหมือนได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก่อน พวกเราทั้งหลาย (รวมทั้งฉันยัยหมูอ้วนเจ้าอารมณ์ด้วย) ต่างก็เริ่มไถ่ถามชื่อเสียงเรียงนาม ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตน สถานที่เดินทาง ฯลฯ กันอย่างสนุกสนานเซ็งแซ่ไปทั้งคันรถ

ถนนหนทางขาออกจากตัวเมืองเวียงจันทน์ช่างทรมานทรกรรมเหลือเกินเจ้าค่ะ เด้งดึ๋งๆ ยังกับผีดิบเมืองจีนกระโดดก็ไม่ปานมาตลอดทางเลย ขรุขระมาก เป็นอย่างมีทั้งคืน ตกดึกผู้โดยสารเริ่มเงียบเสียงกัน แล้วเปลี่ยนมาเป็นเล่นเกมซ่อนตาดำแทน (ก็นอนนั่นล่ะค่ะ) ฉันเองหรือเป็นคนหลับยากอยู่แล้ว กว่าจะหลับได้ก็จวนมาถึงด่านโน่นล่ะ สองข้างทางมืดทะมึนน่ากลัวไปหมด โดยเฉพาะตอนที่มาเจอสะพานเล็กๆ ถนนทรายขาดตอน คนขับต้องขับรถเบี่ยงตัวให้พ้นหลุมและพยุงตัวให้อยู่บนสันทรายนั้นน่าเสียวไส้ที่สุด !

เดินทางมาเกือบสิบชั่วโมงก็มาถึงหมู่บ้านในเขตเวียดนาม เป็นเหมือนที่พักรถประจำทางและมีร้านอาหารเล็กๆ ให้หาอะไรกินแก้หิว มีห้องนำบริการฟรีแต่เข้าไปแล้วอาการปวดท้องแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะกลิ่นห้องส้วมรุนแรงมาก ประตูก็เป็นประตูไม้ มือหนึ่งก็ปิดจมูก อีกมือก็ดึงประตูไว้ แฮ่ๆ..... อิจฉาพวกผู้ชายจังเลย ได้ลงไปยิงกระต่ายระหว่างทางมาโดยตลอด

คนเวียดนามที่นี่ รวมทั้งคนขับรถด้วยเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้เลย ตอนที่สั่งอาหารและตอนที่ถามว่าเราจะอยู่ที่นี่กี่ชั่วโมง แกคงจะแอบไปถามพรรคพวกที่มาด้วย หายไปตั้งนานถึงเดินมาบอก พูดเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ ว่า “Till 6am.!”

สรุปว่าพวกเราค้างที่นี่เพื่อรอด่านเปิดตอนเช้าค่ะ หกโมงเช้าค่อยออกเดินทางต่อ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้มีโอกาสดีที่อยู่ระหว่างชายแดนก็เลยมีธุรกิจเกิดขึ้น แต่การบริการรวมทั้งความสะอาดคงต้องเรียนรู้และปรับปรุงอีกนาน

ฉันเลยจับกลุ่มคุยกับพวกที่เดินทางมาด้วยกัน สังเกตเห็นว่าคนเวียดนามที่ขึ้นมาระหว่างทางสองสามคนน่าจะเป็นแหล่งข้อมูลให้ฉันได้ ฉันก็เลยเลี่ยงฝรั่งผู้ชายที่ยืนคุยกันไป ผายลมไป ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย ก็คงเป็นผลมาจากการอุดอู้อยู่บนรถนั่นล่ะค่ะ ตดไปหัวเราะไปกันเอิ๊กอ๊าก... “Oups….again, one more…haha!”

ฉันทักทายคนเวียดนามเป็นภาษาของพวกเขาตามที่ท่องมาบ้าง ถามไปถามมาเขาบอกว่าทำงานอยู่ที่ลาวมาหลายปี กำลังจะกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงหลังปีใหม่ อ้าว..อย่างนี้ก็ต้องเว้าลาวได้สิ เข้าทีเลย ว่าแล้วฉันก็ใช้ภาษาลาวสื่อสารกัน ภาษาลาวเวียงจันทน์สำเนียงคนเวียดกับสำเนียงลาวอีสานก็คือๆ กัน เด้อ....... ยังใช้สื่อสารกันได้รู้เรื่องดี

สักพักคู่หูของฉันก็วิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่าเขามีที่พักแบ่งเป็นห้องให้เช่านอนพักผ่อนชั่วคราวสำหรับคนเดินทางด้วย เป็นห้องแบ่งกั้นด้วยไม้ มองเข้าไปทะลุปรุโปร่งนั่นล่ะ แต่ก็คงจะเกินพอสำหรับคนที่ต้องนั่งรถทรมานมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงขนาดนี้ สำรวจดูแล้วปรากฏว่าเต็มหมด ไม่อย่างนั้นพวกเราหลายคนก็คงไม่ต้องทรมานไปหลายชั่วโมง พอง่วงเข้าจริงๆ ก็ไม่มีทางเลือก ขึ้นไปคุดคู้บนรถกันต่ออีก ทรมานเสียจริงเชียว

เช้าวันใหม่แล้วคณะของเราก็ออกเดินทางกันต่อ พอถึงชายแดนต้องประทับตราออกจากประเทศลาวก่อน แล้วแบกเป้ กระเป๋าใครมันเดินไปอีกไม่ถึงร้อยเมตรเพื่อทำเรื่องเข้าประเทศเวียดนาม ขาเข้านี่ล่ะวุ่นวายฉุกละหุกกันน่าดู คุณศุลกากรเธอจะตรวจดูทุกอย่างละเอียดยิบ ขอเปิดดูกระเป๋าเราแล้วยังให้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วให้ดูด้วย นึกว่าคงจะตรวจเช็คเผื่อมีข้อมูลลับที่อาจจะไม่ปลอดภัยต่อความมั่นคงของชาติก็ได้ แต่พอเปิดให้ดูกลับไม่ดูอะไรมาก ซักถามใหญ่ว่าเครื่องเท่าไหร่ อ้าว......

จริงๆ ฉันก็ไม่อยากขนอะไรมามากมายขนาดนี้หรอกนะ ทั้งหนังสือตำรับตำราแต่เพราะว่าเรามาออกตะลอนกันยาวในขณะที่ฉันยังอยู่ในช่วงต้นเทอมและทำวิทยานิพนธ์ไปด้วย ก็เลยไม่มีทางเลือก

พอรถผ่านพิธีการตรวจลงตรามาแล้ว ถึงคราวที่พวกเราต้องเปลี่ยนรถบัสคันใหม่ เพราะคันที่นั่งมาจะไปยังฮานอย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปฮานอย มีพวกเราสองคนและหนุ่มสาวคู่ที่ลืมกล้องนั่นก็จะไปเมืองเว้ (Hue) เหมือนกัน รถคันนี้มีแต่คนเวียดนามเต็มคันรถไปหมด มีพวกเราสี่คนเท่านั้นที่เป็นคนต่างชาติ คนเวียดนามเขาเลยเจ้ากี้เจ้าการจัดให้พวกเราสองคู่นั่งเบาะนั่งแถวข้างหน้า ก็ดีเหมือนกันจะได้เห็นทัศนียภาพที่สวยงาม เสียอย่างเดียว พวกผู้ชายคนเวียดนาม รวมทั้งคนขับรถด้วยชอบสูบบุหรี่ พ่นควันกันตลอดเลย ฉันยิ่งแพ้กลิ่นบุหรี่อยู่ด้วย จะอ้าปากขอร้องแกมด่าก็กลัวโดนถีบตกรถ ไม่ให้ไปด้วย อุตส่าห์หอบสังขารมาตั้งไกล การสูบบุหรี่บนรถและในที่สาธารณะเช่นนี้ คนที่นี่กลับเห็นเป็นเรื่องปกติแฮะ เอาเถอะ... อยากจะไปเวียดนามก็ต้องทำตามอย่างเขาหน่อยค่ะ ไม่ใช่บ้านเมืองเราพอจะอดทนได้ก็ต้องทนกันไป

ภูมิประเทศเริ่มตั้งแต่ก่อนถึงด่านลาวและเวียดนามนั้นเป็นเทือกเขาสูงชัน ถนนยังไม่ดีนัก ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและปรับปรุงในบางส่วน รถแบ็คโฮเอย รถอื่นๆ ที่ใช้ในการก่อสร้างเอยเต็มไปหมด บางทีรถที่ผ่านไปมาต้องคอยจอดรอเพื่อหลบหลีกทางซึ่งกันและกันเพราะถนนแคบมาก มองลงมาข้างล่างเห็นแต่หุบเหว ชีวิตหนนี้คงต้องฝากไว้กลับคนขับรถแท้ๆ เชียวหนอ ฉันนั่งภาวนาขอให้พวกเราเดินทางอย่างปลอดภัยและหลุดออกไปจากบริเวณเทือกเขาที่มีทางที่น่ากลัวอย่างนี้เร็วๆ ด้วยเทอญ

แต่ปรากฏว่าคำอธิษฐานของฉันคงยังไปไม่ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเป็นแน่แท้ เพราะข้างหน้าหินกำลังหล่นลงมาขวางถนน ! ใช่แล้วค่ะ มันหล่นลงมาจากภูเขาลงมายังถนน ไม่มีใครจะผ่านไปได้ รถทั้งสองทางต้องจอดรอ เกือบ 20 นาที หินก้อนใหญ่ถึงได้หยุดถล่ม มีเพียงก้อนเล็กๆ ประปรายเจ้าหน้าที่ก่อสร้างถนนจึงมาเก็บก้อนหินออกให้ แล้วรถทั้งหลายก็เดินทางต่อก็ไปได้ เฮ้อ... โล่งอกไปที ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทั้งหลายและเจ้าที่ด้วยที่ทำให้พวกเรารอดมาได้อย่างปลอดภัย

กว่าสองชั่วโมงถึงหลุดออกมาจากขุนเขาเข้าสู่หมู่บ้าน เป็นลักษณะเหมือนชนบทบ้านเรา ผ่านด่านตรวจรถอย่างละเอียดอีกรอบ แล้วหยุดพักกลางวันที่จังหวัดวิงห์ (Vihn) อาหารเป็นขนมปังฝรั่งเศสกินกับซุป ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเดินทางกันต่อไปอีก

พวกเรามาถึงเมืองเว้ราวๆ หกโมงครึ่ง เริ่มมืดแล้ว หนุ่มสาวฝรั่งคู่นั้นก็ลงมากับพวกเรา มาร่วมหารค่าแท็กซี่ไปหาที่พักราคาถูกๆ กัน เลือกไปเลือกมาพวกเราได้พักที่โรงแรมราคาคืนละ 10 ดอลลาร์ ส่วนคู่นั้นบอกว่ามาเที่ยวแบบประหยัดก็ประหยัดกันจริงๆ เขาพักกันอีกที่ราคาคืนละ 5 ดอลลาร์เอง

ตอนเช้าหาอาหารใส่ท้องแถวๆ ที่พักนั่นล่ะ ราคาเป็นหมื่นๆ เลย แต่สกุลด่องนะคะ ตอนนั้น 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 15,000 ด่อง แต่ถ้าจะกินแบบง่ายๆ อาหารส่วนใหญ่ราคาจะเริ่มที่ 5,000 ด่องมีค่ะ เช่น บุ๋น หรือ เฝอ เป็นต้น อาหารการกินก็อร่อยค่ะ คงถูกใจสำหรับคนที่ชอบกินผัก แต่สำหรับกาแฟเวียดนามแล้วไม่ค่อยชอบเลย ฉันพยายามจะเอาแบบทั่วๆ ไปแต่ก็ยังได้แบบเดิมทุกที นั่นก็คือเขาจะเสิร์ฟมาในถ้วยกาแฟแบบที่ต้องรอให้มันหยดติ๋งๆ ลงมาใส่นมข้นหวานที่ใส่ไว้ก่อน กาแฟเขาจะรสเข้มข้นมาก และได้ปริมาณน้อย จึงออกขมๆ แต่หวานจัดมาก โอย... คิดถึงกาแฟเย็นใส่นม ใส่ชาไข่มุกที่เมืองไทยเรามากๆ เลยล่ะค่ะ

โปรแกรมทัวร์วันนี้จะไปดูพระนครต้องห้าม หรือ Citadel ซึ่งอลังการมากค่ะแม้ว่าจะเก่าจนโทรมมากแล้วก็ตาม ข้างในมีพิพิธภัณฑ์เรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่อุปกรณ์การรบ จนกระทั่งถึงชุดแต่งกายของเจ้านครไว้ด้วย พวกเราเพลินอยู่ที่นี่เกือบสองชั่วโมง ก่อนจะหาซื้อโปสการ์ดและแสตมป์ มานั่งพักผ่อนหาเครื่องดื่มเย็นๆ กินแล้วเริ่มต้นเขียนโปสการ์ดถึงเพื่อนๆ ฉันเขียนโปสการ์ดหาท่านกงสุลเวียดนามประจำสถานกงสุลใหญ่ที่ขอนแก่นด้วย เล่าเรื่องการเดินทางให้ท่านฟังและไม่ลืมที่จะขอบพระคุณท่านสำหรับคำแนะนำทั้งหลาย

ช่วงบ่ายก็เดินเล่นชมเมืองเว้ ไม่ได้ออกไปข้างนอกรอบเมืองที่มีเจดีย์เทียนหมุเลยเพราะเราตั้งใจจะอยู่ที่นี่เท่านั้น ฉันชอบบรรยากาศตอนเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำค่ะ เพราะเย็นสบาย สดชื่นจนลืมเสียงดังจากการจราจรที่มีเสียงแตรบีบดังตลอดเวลา จะบ้าตายเนอะ... ประสาทเสียทุกครั้งที่ต้องข้ามถนนเลยล่ะ

มีเด็กเวียดนามอายุอานามราวๆ เด็กชั้นประถมศึกษา ปีสามหรือสี่เท่านั้นเดินตามพวกเรามาติดๆ แล้วก็ทัก เฮลโหล...เฮลโล่ ตลอด แต่พอเราถามอะไรต่อไปก็บอกได้แค่ชื่อ แต่ก็น่ารักดีเพราะเขาไม่เห็นกลัวต่างชาติเหมือนเด็กไทยเลย คนที่นี่ภาษาอังกฤษเก่งๆ กันทั้งนั้นแม้กระทั่งคนขับสามล้อถีบ

นอกจากบุ๋นกับเฝอแล้ว ฉันยังติดใจอาหารกินเล่นอย่างหนึ่งของที่นี่คือหอยนึ่งใส่เครื่องเทศ เช่น กระเทียม ใบโหระพา และพริก กลิ่นหอมมาก ดับกลิ่นเหม็นคาวได้สนิทเลย เวลากินจะตักใส่จานเล็กๆ มีผักเคียง มีทั้งรสเปรี้ยว ฝาด เป็นกล้วยดิบฝาน มะเฟือง กระเทียม และผักอีกชนิดหนึ่งหน้าตาเหมือนผักบุ้งจีนบ้านเรา ชุดละ 5,000 ด่อง ก็ประมาณเกือบ 15 บาทไทย

ค่ำๆ ก็เดินเล่นชมราตรีเวียดนามไป หาตั๋วรสบัสไปยังดานัง ไปที่ผับแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สนทนากับพวกฝรั่งนักแบกเป้ทั้งหลาย รวมทั้งสองคนนั่นที่พวกเราเจอด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งสำหรับนักแบกเป้ที่ชอบทำค่ะ โดยเฉพาะนักแบกเป้ชาวตะวันตกทั้งหลาย ส่วนชาติเอเชียจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้วยังไม่เคยเห็นค่ะ เราเลยได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกว่าหากนั่งรถมาจากทางลาวใต้ ผ่านสะหวันนะเขตไปยังเมืองโฮจิมินห์ ซิตี้ ถนนหนทางยิ่งลำบากกว่านี้อีก งั้นพวกเราที่มากันวันนั้นก็ถือว่าโชคดีสิ.....

 

ส่วนที่ดานังหากนั่งรถออกจากเว้ใช้เวลาแค่สองชั่วโมง แต่มีภูมิทัศน์สองข้างทางสวยงามมากจริงๆ ด้านหนึ่งเป็นเทือกเขาสูง ในขณะที่อีกด้านเป็นชายฝั่งทะเลสวยงามมาก การจราจรก็ไม่วุ่นวายเหมือนขามา ผู้โดยสารทุกคนค่อนข้างจะเพลิดเพลินบันเทิงใจไปกับธรรมชาตินั้นจริงๆ เลยค่ะ

ที่ดานังเรามีเวลาพักที่นี่แค่สองคืน จริงๆ อยากนั่งต่อไปอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงเราจะได้พักที่เมืองตากอากาศของฮอยอัน (Hoi An) ที่สวยงามมาก แต่พวกเราไม่อยากจะทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวด้วยการตะลอนๆ ใช้ชีวิตวันๆ อยู่แต่บนรถก็เลยตัดสินใจไม่ไปกันดีกว่า

เมืองดานังนี้เป็นเมืองท่าการขนส่งทางน้ำ เป็นเมืองประมง และก็ยังมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาวจามไว้ให้ศึกษาหาความรู้อีกด้วย ชาวจามที่อพยพมาจากเขมรนั่นล่ะค่ะ แล้วเราก็ได้ลองนั่งรถสามล้อถีบแบบที่ผู้โดยสารอยู่ข้างหน้า ก็สนุกดี มาเวียดนามทั้งทีต้องไม่พลาดมาลองนั่งดูนะคะ

ขากลับไปลาวพวกเราเปลี่ยนใจนั่งเครื่องไปดีกว่า ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเส้นทางมหาโหด คิดว่าไม่เกินปีสองปีเส้นทางดังกล่าวก็คงพัฒนาและไปมาสะดวกขึ้น ครั้งนี้ไม่ไหวแล้วค่ะ...... ก็เลยซื้อตั๋วเวียดนามแอร์ไลน์ไป แต่ต้องไปค้างคืนที่ฮานอยหนึ่งคืนเพราะที่นั่งเต็ม ตอนนั้นพวกเราลืมนึกไปว่ามี สายการบิน บางกอก แอร์เวย์ บินตรงจากดานังไปเวียงจันทน์เลย แต่ก็ดีอย่างน้อยยังได้ดูราตรีที่ฮานอยอีกคืน แต่เอาเข้าจริง พอเช็คอินที่แอร์พอร์ต โฮเต็ล อาบน้ำเสร็จแล้ว หัวยังไม่ถึงหมอนก็หลับคร็อกฟี้เสียแล้ว ช่างเถอะพรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้านี่นา

สรุปว่าตัวฉันเองค่อนข้างประทับใจเวียดนามพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกินและผู้คนที่ค่อนข้างเป็นมิตรและขยันทำมาหากินนั้น ในอนาคตก็ยังอยากจะไป “ ซินจ่าว ” กับชาวเวียดนามอีกอยู่ค่ะ คิดว่าการเดินทางในคราวหน้าถ้ายังจะไปเส้นทางเดิมอยู่ก็คงจะสะดวกสบายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน

นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเองไม่ต้องขอวีซ่าค่ะ จะอยู่ได้นาน 30 วัน และก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่พักและอาหารเลยค่ะเพราะสนนราคาก็ไม่แตกต่างจากที่เมืองไทยเรานัก แถมค่อนข้างจะถูกกว่าเสียอีก ยกเว้นเสียแต่จะไปนั่งทานในภัตตาคารหรูๆ นะคะ สำหรับการสื่อสารคนเวียดนามทั่วไปจะพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ คนเก่าคนแก่หลายคนยังพูดภาษาฝรั่งเศสได้อีกภาษาด้วรวมภาพจากเว้ และ ดานัง ประเทศเวียดนาม

 

รวมภาพจากการเดินทาง

กาแฟเวียดนามขนานแท้และดั้งเดิม

หอยนึ่งใส่เครื่องเทศพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด...อึ๋ย น้ำลายสอเลย

สามล้อบ้านเค้าเป็นหยั่งงี้ล่ะจ้า

พวงหรีดบ้านเรา แต่บ้านเค้าเอาไว้ประดับประดาและต้อนรับแขกจ้า

ด้านหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์จามที่เมืองดานัง

ข้ามถนนที่นี่ปวดหัวสุดๆ นะ

เด็กเลิกเรียนกันค๊ำ... ค่ำนะ

 

 

 

 

Top
กลับขึ้นข้างบน

งานเขียนทุกชิ้นในเวบนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ูรายละเอียดที่นี่

   

Thai | English | Deutsch | ตั๋วเครื่องบิน | โรงแรมที่พัก | รายการทัวร์ | รถเช่า | บริการวีซ่า | ร้านอินเตอร์เนต | สมุดเยี่ยม | เวบบอร์ด | รวมลิ้งค์